ตอนที่ 1 หลบเร้นจากสายตา (1)

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังลั่นไปทั่วบริเวณริมลำธารน้ำใส สถานที่ที่มักจะมีกลุ่มสาวชาวบ้านพากันมาซักเสื้อผ้า ทั้งยังจับกลุ่มพูดคุย และที่มักจะขาดมิได้คือตั้งกลุ่มซุบซิบนินทา
 
 
ชั่วยามนี้หัวข้อสนทนาย่อมไม่พ้นสตรีร่างเล็กบอบบาง ที่กำลังก้มหน้าก้มตาซักเสื้อผ้ากองโตอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ
 
 
“รูปโฉมนางงามนะ พวกเจ้าว่าไหม” เมื่อสตรีนางหนึ่งเริ่ม
 
 
“งามนั่น ข้าไม่เถียง แต่ดูนางสิ มีพวกเจ้าคนไหนบ้างที่นางสนทนาด้วย” อีกหลาย ๆ นางย่อมต้องสานต่อ พวกนางพยักพเยิดให้กัน บางคนก็ปรายสายตามองอย่างมิชอบใจ
 
 
“จริง ๆ อย่างที่เจ้าว่า ข้าเคยเข้าไปสนทนากับนาง คำเดียวนางก็มิพูดด้วยให้ข้า หน้าตางดงามผิวพรรณนางก็ดี หรือจะเป็นคุณหนูตกยากของเศรษฐีเรือนไหนกัน”
 
 
“หรือจะเป็นอนุของเศรษฐีบ้านไหนเอามาซุกซ่อนไว้เนอะ ฮ่า ฮ่า/ คริ คริ” เสียงหัวเราะอย่างขบขันของพวกนาง ประสานกันเซ็งแซ่ ต่างถูกอกถูกใจในลมปากของพวกตน ที่พ่นออกมาเป็นวาจาให้ร้ายผู้อื่น
 
 
แม้เห็นหน้ากันมานาน ก็จริงแล้วอย่างที่พวกนางกล่าว มิเคยเห็นว่าสตรีผู้ที่ถูกกล่าวถึงจะสนทนากับผู้ใด อย่างมากก็ส่งยิ้มเย็น ยามมีคนขวัญกล้าเข้าไปทักทาย
 
 
นางมาแต่ผู้เดียว เสร็จสิ้นจากการณ์ทั้งสิ้น นางก็หอบสรรพสิ่งที่นำมาใส่ในตะกร้าใบโต คล้องไว้บนบ่าก่อนจะจากไปเงียบ ๆ
 
 
เป็นอย่างนี้มาหลายขวบปี มิมีใครรู้ว่านางเป็นใคร? ….. เรือนอยู่ที่ไหน?
 
 
เสียงหัวเราะพูดคุยของสตรีกลุ่มใหญ่นั้นย่อมมิเบาเลย มันดังพอที่จะลอยตามสายลมไปเข้าหูของสตรี ที่พวกนางกล่าวถึง มือผอมบอบบางชะงักไปทันทียามได้ยินประโยคสุดท้าย
 
 
“อนุ”
 
 
สตรีร่างเล็กลอบถอนหายใจลึก เพราะเป็นเยี่ยงนี้อย่างไรเล่า นางจึงมิคิดจะจะสนทนากับผู้ใด จริง ๆ ท่านป้าของนางก็มิต้องการให้นางทำงานพวกนี้ หากเป็นนางเองที่มักจะสอดมือเข้าช่วยเหลือในทุกสิ่ง ที่พอจะทำได้
 
 
สุดท้ายดื้อดึงจนท่านป้าของนางต้องยอมตามใจ
 
 
เรื่องที่คุยกันมิพ้นไปจากเรื่องนี้ เรื่องมิดีมิงามของผู้อื่น ย่อมมิแปลก ใครกันจะยกเรื่องดีงามของผู้ใดขึ้นมาเป็นข้อสนทนา
เรื่องทับถมซุบซิบนินทา น่าจะสนุกสนานที่สุด
 
 
“คราหน้า ไปให้ไกลกว่านี้ดีกว่า” เสี่ยวชิงอี้คิดกับตัวเองในใจ
 
 
นางคร้านแล้วอย่างยิ่งที่จะได้ยิน คร้านแล้วอย่างที่สุดที่จะฟัง มือเล็ก ๆ รีบรวบรวมสรรพสิ่งที่นำมา เมื่อยามนี้นางแล้วเสร็จจากการซักเสื้อผ้า
 
 
รีบกอบทุกสิ่งลงใส่ไว้ในตะกร้า ยกขึ้นคล้องใส่บ่า คว้าหมวกสานที่วางทิ้งไว้ข้างกายขึ้นมาใส่ ก่อนออกก้าวเดิน เหมือนเช่นเดิม
 
 
เสี่ยวชิงอี้ย่ำเท้าก้าวไปบนเส้นทางสายเล็กคดเคี้ยวอย่างคุ้นเคย เส้นทางเล็ก ๆ เงียบสงบเลาะเลี้ยวไปตามชายเขา รอบด้านเป็นป่าต้นจู๋ (ป่าไผ่) ขึ้นเรียงราย เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป (15 นาที ) จึงบรรลุถึงที่หมาย ถัดจากนี้ไป
 
 
เบื้องหน้าคือลานดินโล่งกว้าง รอบด้านล้อมรอบด้วยป่าต้นจู๋สูงใหญ่ เรือนหลังน้อยของนางแอบอิงอยู่ตรงนั้น
 
 
อากาศวันนี้ช่างร้อนนัก เสี่ยวชิงอี้นางคิดกับตนเอง ก่อนทรุดกายนั่งลงบนบันไดเรือน ปลดหมวกสานและตะกร้าที่คล้องอยู่บนบ่าวางลงข้างกาย พร้อมยกมือผอมบางขึ้นมาโบกพัดไล่ความร้อน
 
 
“กลับมาแล้วหรือเสี่ยวอี้”
 
 
***จบตอน หลบเร้นจากสายตา (1)***
Novel
Novel