ตอนที่ 40 งานเลี้ยงอาหารค่ำ (1)

บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านนอกลาน มีชายร่างผอมผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังกิ่งไม้ เขารู้สึกตกใจ เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของไป๋หยาน  หรือข้าจะถูกนางค้นพบเข้าให้แล้ว เขารู้สึกอ่อนล้าจากก้นบึ้งของหัวใจขึ้นมาทันที 

 

นี่เขาโดนนางขยะเปียกนี่พบตัวจริง ๆ กระนั้นรึ ?

 

“พี่ใหญ่…” ไป๋เซียวกำลังจะเอ่ยถามถึงเรื่องของไป๋เสี่ยวเฉิน ทว่าเขาก็เห็นไป๋หยานยกนิ้วชี้ขึ้นมาวางที่ริมฝีปาก เพื่อปรามเขา นัยน์ตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย

 

“เสี่ยวมี่ ไปจัดการแมลงวันตัวนั้นหน่อยซิ”

 

 “เมี้ยว…” 

 

เสี่ยวมี่ร้องรับ พร้อมกับพุ่งตัวออกไปจากลานบ้าน

 

ไป๋เซียวนิ่งงันไปชั่วครู่ และทันทีที่กลับมารู้สึกตัว หัวใจของเขาก็แทบจะทะลุออกมานอกอก

 

“อ๊าก !”

 

บนต้นไม้ใหญ่ชายร่างผอม หล่นลงมากระแทกพื้นดังสนั่น 

ลำคอของเขาถูกกัดกระทั่งเห็นรอยเขี้ยว เลือดไหลพรั่งพรูออกจากบาดแผลนั้น โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาตายทั้งที่ยังลืมตาโพลง

 

“แหวะ ถุย ถุย ถุย”

 

เสือขาวน้อยเดินเข้าทางประตูหน้าบ้านอย่างภาคภูมิ เขาถุยเลือดที่คาวเต็มปากลงกับพื้น จากนั้นก็ยกอุ้งเท้าขึ้นเช็ดมุมปาก” แล้วก็เริ่มบ่นว่า “เลือดของมนุษย์น่าขยะแขยงจะตาย ข้าชอบเนื้อตุ๋นของนายหญิงมากกว่า !”

 

ไป๋เซียวซึ่งกำลังตกตะลึงในความแข็งแกร่งของเสี่ยวมี่ กระทั่งนิ่งอึ้งกล่าววาจาใดไม่ออก ยิ่งมาได้ยินเสี่ยวมี่ซึ่งเป็นเสือขาวเจรจาภาษามนุษย์อีก เขาก็ยิ่งตะลึงงันจนแทบจะสิ้นสติ

 

“พี่ใหญ่…” ถึงตอนนี้ไป๋เซียวอยากจะร้องไห้ ทว่าก็ไร้ซึ่งน้ำตา “เหตุใดแมวน้อยจึงพูดได้ ?”

 

ไป๋หยานมองเสี่ยวมี่ “ก็เพราะมันเป็นสัตว์อสูร”

 

ต่อหน้าไป๋เซียวผู้ซึ่งเป็นน้องชาย ไป๋หยานไม่บังคับให้เสี่ยวมี่ต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป อย่างไรเสียไป๋เซียวก็จะต้องรู้เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็ว

 

“ทว่าในอาณาจักรนี้มีสัตว์อสูรไม่มากนักที่สามารถเจรจาภาษามนุษย์ได้ อีกทั้งสัตว์อสูรพวกนั้นก็ไม่เชื่องเช่นนี้ด้วย”

 

แท้ที่จริง สัตว์อสูรในอาณาจักรนี้นับว่ามีเกียรติมาก เพราะพวกมันสามารถช่วยมนุษย์ต่อสู้ ทั้งยังช่วยงานอื่น ๆ ได้อีกมากมาย หากแต่โชคไม่ดีที่พวกมันเลี้ยงไม่เชื่อง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรที่สามารถเจรจาภาษาคนได้ยิ่งเลี้ยงไม่เชื่องเลย

 

เช่นนี้จะไม่ให้ไป๋เซียวตกใจได้อย่างไร ?

 

“เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า มันเป็นเรื่องแปลกที่น่ายินดี ?” ไป๋หยานยักไหล่พร้อมกับยิ้ม

 

เรื่องแปลกที่น่ายินดีรึ ?

 

“หากหัวใจของข้าไม่แข็งแรงพอ ข้าคงตกใจตายไปแล้ว เอาล่ะ ก่อนอื่นบอกข้าก่อนว่าเฉินเอ๋อเป็นลูกของพี่จริง ๆ หรือไม่ ?”

 

ไป๋หยานมองจ้องตาน้องชายนาง ประกายแวววาวฉายเด่นในดวงตาของเขา นางพยักหน้า “อืม…เขาชื่อ…ไป๋เสี่ยวเฉิน เขาเป็นบุตรชายของข้า ! แต่ข้าไม่อยากให้ผู้ใดรู้เรื่องของเขา”

 

ถึงตอนนี้ ไป๋เซียวก็เข้าแล้วว่า เหตุใดไป๋เสี่ยวเฉินถึงเพ่งเล็งไป๋จื่อ

 

ก็ซาลาเปาน้อยนั่นเป็นลูกของพี่สาวเขานี่เองเล่า

 

“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะปกป้องเขาเช่นเดียวกับที่พี่ปกป้อง”

 

บัดนี้ไป๋เสี่ยวเฉินล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าผ่องใสราวหยกของเขา ครั้นเทียบกับใบหน้าที่ดูสกปรกเมื่อครู่แล้ว ยามนี้น่าฟัดยิ่งขึ้นไปอีก 

 

ไป๋เซียวมองท้องฟ้าที่เริ่มจะมืดลง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่าย  “ข้าออกมานานมากแล้ว ควรจะกลับเสียที” 

 

“เรื่องระหว่างเฉินเอ๋อกับนาง ป่านนี้ไป๋จื่อคงจะไปฟ้องไป๋เฉิงเซียงเรียบร้อยแล้วล่ะ ตามความคิดข้า เจ้าไม่ควรกลับไปบ้านสกุลไป๋อีก” ไป๋หยานขมวดคิ้ว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย 

 

ไป๋เซียวส่ายศีรษะปฏิเสธ  “ข้าเป็นบุตรชายเพียงผู้เดียวของไป๋เฉิงเซียง อย่างมากเขาก็แค่ตะคอกดุด่าข้า ไม่ทำอะไรข้าหรอก พี่ใหญ่ ข้าเคยบอกแล้วว่า ข้าจะทวงทุกสิ่งทุกอย่างของเราคืนจากหยูหรงและลูก ๆ ของนาง !”

 

ไป๋หยานเปิดปาก อยากกล่าวคำโน้มน้าวให้น้องชายเปลี่ยนใจ แต่ครั้นเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเขาแล้ว นางก็กล่าวคำใดไม่ออก

 

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าสามารถมาหาข้าที่นี่ได้ ที่นี่ไม่มีผู้ใดสามารถทำอันตรายเจ้าได้อย่างแน่นอน”

 

“ตกลง” ไป๋เซียวรับคำพร้อมรอยยิ้ม เขาโน้มตัวลง ขยี้ผมไป๋เสี่ยวเฉินอย่างเอ็นดู “เฉินเอ๋อ น้าไปก่อนนะ แล้ววันหน้าน้าจะมาหาเจ้าอีก”

 

***จบตอน งานเลี้ยงอาหารค่ำ (1)***