“รับทราบ นายหญิง” ฮัวหลัวคำนับรับอย่างนอบน้อม

 

“อ้อ…อีกเรื่องหนึ่ง … ” ไป๋หยานกล่าวต่อหลังจากหยุดพูดไปครู่หนึ่ง “เจ้าจงจัดหายอดฝีมือดี ๆ สักจำนวนหนึ่ง ให้พวกเขาแทรกซึมเข้าไปในบ้านสกุลไป๋ เพื่อปกป้องน้องชายของข้า หากผู้ใดกล้าแตะต้องน้องชายข้า  สังหารได้เลยไม่ต้องถาม”

 

“แล้วถ้า… ผู้ที่ทำร้ายนายน้อยไป๋ คือไป๋เฉิงเซียงล่ะ ? ” ฮัวหลัวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม

 

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็เหมือนกัน !”

 

แท้จริงก็คือ นางต้องการหาสาเหตุการตายของมารดาว่าเกี่ยวข้องกับหยูหรงจริงหรือไม่ ? จากนั้นก็ทำให้คนตระกูลไป๋ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

 

ทว่า…

 

ทั้งหมดนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าน้องชายของนางจะต้องไม่เป็นอันตรายใด ๆ หาไม่แล้วนางก็จะไม่ใส่ใจเป้าหมายใด ๆ ที่ได้ตั้งใจไว้ล่วงหน้า อีกทั้งนางจะเดินหน้าทำลายคนเหล่านั้นทันที !

 

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว” ฮัวหลัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น นางรับคำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง

 

นางเข้าใจแจ่มแจ้งว่า สิ่งที่นายหญิงของนางกล่าวมานั้น หมายถึงว่านับจากนี้ไปทุกชีวิตในบ้านสกุลไป๋จะไม่มีวันประสบกับวันดี ๆ อีกต่อไปแล้ว

 

“พี่ไป๋หยาน … ” หลานเสี่ยวหยุนมองพี่สาวของนางออกคำสั่งเหล่านั้นอย่างงงงัน นับเป็นครั้งแรกที่นางเห็นลักษณะความเป็นผู้นำของไป๋หยาน และนางก็คิดว่าไป๋หยานนั้นเท่มาก ๆ แม้นจะเป็นสตรีก็ตาม

 

คอยดูสิว่า ผู้ใดจะกล้าเรียกพี่สาวของนางว่าเป็นขยะเปียกไร้ประโยชน์อีก !

 

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ?”

 

น้ำเสียงไพเราะคมชัดดังขึ้นเบื้องหน้าปลุกนางกลับสู่ความเป็นจริง  หลานเสี่ยวหยุนยิ้มอย่างมีความสุขพลางตอบว่า  “ข้าเพียงคิดว่าหากพี่เป็นบุรุษ ข้าจะแต่งงานกับพี่”

 

ไป๋หยานห่อปาก พร้อมกับพ่นลมออกมา  “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ควรดีใจที่ท่านแม่ของข้าไม่ให้กำเนิดข้าเป็นผู้ชาย ?”

 

“พี่ไป๋หยาน เกินไปแล้วนะ !” หลานเสี่ยวหยุนกระทืบเท้าอย่างไม่สบอารมณ์ ดูเหมือนนางจะรู้สึกเจ็บปวดกับถ้อยคำดังกล่าว แล้วนางก็วิ่งเข้าไปคล้องแขนไป๋หยาน “ข้าไม่สน  ข้าจะเกาะติดพี่นับแต่นี้เป็นต้นไป ต่อให้พี่พบเจอสิ่งใดในภายหน้า พี่ก็ห้ามทิ้งข้า”

 

ไป๋หยานส่งเสียงอืม…ในลำคอราวกับยอมรับคำขอของเด็กสาว นางไม่คิดอะไรมาก เพราะตลอดชีวิตของนางก็มีน้องชาย นางจึงคิดว่าไม่เลวเลยที่จะได้สัมผัสกับความผูกพันของน้องสาวที่น่ารักเช่นนี้ด้วย …

 

ครั้นนึกถึงไป๋เซียว หัวใจของนางพลันหดหู่ลงอีกครั้ง

 

งานเลี้ยงอาหารค่ำจบลงนานแล้ว ทั้งนางยังไม่ทราบสถานการณ์ยามนี้ของน้องชายเลย สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกเป็นกังวล

 

โชคดีที่นางเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า นางให้เสี่ยวมี่คอยจับตาดูเด็กหนุ่มไว้ อย่างน้อยที่สุดนางก็แน่ใจได้ว่า เขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

 

“หยุนเอ๋อ พวกเราไปเที่ยวบ้านสกุลไป๋กันเถอะ” ที่สุดนางก็ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น

 

“ตกลง” สายตาของหลานเสี่ยวหยุนหันกลับไปมองไป๋จื่อที่ยังคงหมดสติอยู่บนพื้น “เราต้องพานางไปด้วยหรือไม่ ?”

 

ใบหน้าที่งดงามของไป๋หยาน เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ก็เราเพียงเดินผ่านมา แล้วบังเอิญพบหญิงสาวกำลังหมดสติ เช่นนั้นเราจึงส่งนางกลับบ้าน เพราะพวกเราเป็นคนดี อีกทั้งมีน้ำใจ เจ้าเห็นด้วยหรือไม่ ? “

 

หลานเสี่ยวหยุนเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ นางไม่เคยคิดว่าลูกพี่ลูกน้องของนางจะเป็นเช่นนี้

 

ไร้ยางอายมาก !

 

“หยุนเอ๋อ” หลังจากเดินมาไม่กี่ก้าว ไป๋หยานก็หยุดลงอีกครั้ง ดูเหมือนนางจะคิดอะไรบางอย่างออก “ตอนนี้ อย่าเพิ่งบอกผู้ใดเกี่ยวกับเรื่องของข้ากับหอบุปผา”

 

“ทำไมล่ะ ?” เด็กสาวไม่เข้าใจอย่างเห็นได้ชัด นางย่นคิ้วพลางเอ่ยถามว่า “กระทั่งท่านปู่ท่านย่าก็ห้ามบอกหรือ ?”

 

“ใช่แล้ว นี่ยังมิใช่เวลาเหมาะสมที่พี่จะแสดงตัวตนแท้จริง เมื่อพี่พร้อม พี่จะบอกท่านตาท่านยายเอง”

 

ไป๋หยานหรี่ตา ความแค้นระหว่างนางกับบ้านสกุลไป๋จะต้องชำระ ทว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา

 

หลานเสี่ยวหยุนพยักหน้ารับ “แม้ข้าจะมิรู้ว่า ด้วยเหตุใดพี่ถึงให้รอก่อน หากแต่ถ้าเป็นการตัดสินใจของพี่ ข้าก็เชื่อว่าย่อมถูกต้อง”

 

ครั้นนางกล่าวจบ ไป๋หยานก็เดินนำไปไกลแล้ว หลานเสี่ยวหยุนไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นางจึงรีบวิ่งไปยกขาของไป๋จื่อ จากนั้นนางก็เดินพร้อมกับลากร่างของไป๋จื่อไถลไปกับพื้นตามหลังไป๋หยานไป

 

ตุบ ! ตุบ !

 

เนื่องจากหัวของไปจื่อชนโน่นชนนี่บนท้องถนนทำให้นางได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ในที่สุดไป๋จื่อก็เริ่มรู้สึกตัว ทว่าโชคไม่ดี ในขณะที่นางกำลังจะตะโกนด่าผู้ที่ทำร้ายนางบาดเจ็บออกมา หัวของนางก็กระแทกเข้ากับแง่หิน แล้วนางก็สลบไปอีกครั้ง ….

 

***จบตอน สาวน้อยจอมวุ่น***