ตอนที่ 11 แม่บ้านหรรษา !

ในงานสังสรรสมาคมแม่บ้านหรรษา สตรีผู้หนึ่งผู้มีนามว่าหลิน ออกปากวิพากษ์วิจารณ์ความไม่พอใจต่อระเบียบการปกครองของแผ่นดิน

 

แม้พวกเราจะอยู่ในร้านประจำ ทว่ามิมีผู้ใดรู้ได้ว่าในบรรดาแขกเหรื่อที่นั่งอยู่เต็มร้านจะมีผู้ใดทำงานให้แก่ราชสำนักบ้าง เช่นนั้นทุกคนจึงรีบปรามนางด้วยเกรงจะกลายเป็นพวกแข็งข้อกับทางการ บรรดาแม่บ้านต่างรีบช่วยกันปิดปากที่พูดพล่ามมิรู้กาลของนางให้สนิท

 

ด้วยความสัตย์จริง ข้าคิดว่าพวกเขาคงยั้งปากนางไว้มิได้นาน ทั้งตัวข้าเองก็คันหูนึกอยากฟังเรื่องนินทาพวกนั้นขึ้นมาเสียด้วย เช่นนั้นข้าจึงช่วยหาทางออก

 

“เหตุใดเจ้าไม่แทนนามทั้งหมดด้วยนามแฝงเล่า ?” ข้าชี้ทางสว่าง “เช่นนี้แล้วผู้ใดจะดักฟังย่อมมิอาจล่วงรู้ เล่าให้เหมือนเจ้ากำลังเล่าเรื่องทั่วไปที่มิได้ข้องเกี่ยวอันใดกับราชสำนักอย่างไรเล่า”

 

“วิเศษไปเลย” ทุกคนต่างเห็นพ้อง

 

เช่นนั้นเราจึงใช้สัญลักษณ์ดังนี้

 

องค์ฮ่องเต้ – ชาย 1

องค์ฮองเฮา – หญิง 1

องค์รัชทายาท – ชาย 2

องค์พระสนม – หญิง 2

องค์ชายรอง (พระโอรสของพระสนม) – ชาย 3

 

ต้องขออภัยที่ข้ามิได้มีความคิดบรรเจิดนักในการให้นาม

 

“ว่ากันจริง ๆ นะ ข้าน่ะมิรู้จริง ๆ ว่าเงินทองของพวกเรามันสูญไปกับสิ่งใดจนเกลี้ยง ! นี่พวกเราจ่ายภาษีเพื่อยัดเข้ากระเป๋าชาย 3 (องค์ชายรอง) กระนั้นหรือ ?” หลินกระซิบกระซาบ ไม่ว่าจะเรื่องใด นางมักเป็นผู้เริ่มเปิดประเด็นก่อนผู้ใด ทั้งนางนี่ล่ะหัวโจกใหญ่ในการจัดตั้งกลุ่มสมาคมแม่บ้านหรรษา ก็นับแต่ครั้งที่ข้ากำลังจ้าละหวั่นอยู่กับจินผู้ร้องเอะอะโวยวายอยู่กลางตลาดเมื่อ 11 ปีก่อน เพียงวันรุ่งขึ้นนางก็เข้ามาทำความรู้จักเป็นสหายกับข้าแล้ว

 

“แล้วไง ? เกี่ยวอันใดกับชาย 3 หรือ ?” ข้ายื่นหน้ายื่นตาถาม

 

“โอ๊ย… รายนั้นน่ะออกจะมือเติบ ! นี่รู้หรือไม่ เขาต้องออกเที่ยวทุกคืนเชียวนา แถมยังมิมีผู้ใดรู้ว่าไปที่ใดเสียด้วย !” หลูลี่ร้องอุทาน ฝ่ามือขาว ๆ กำหมัดแน่น หลูลี่เป็นคุณแม่ลูกสองร่างเล็ก ใบหน้าไร้เดียงสาของนางช่างขัดแย้งกับอุปนิสัยมังกรพิโรธที่แฝงอยู่ภายในเสียเหลือเกิน

 

“อ้าว ! ข้าได้ยินมาว่าเขานับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งเลยมิใช่หรือ ?”  ตันตานกล่าว นางเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มแล้ว ทั้งยังเป็นผู้คอยเสริมความเห็นโลกสวยให้ทุกคนอยู่เสมอ กระทั่งแม้เมื่อยามเกิดความคิดขัดแย้ง

 

“เช่นนั้นจริงรึ ?”  เสียงเหม่ยเฟินเยาะ ขณะอ้าปากงับซาลาเปาถั่วแดงในมือ “ผู้คนต่างโจษจันกันไปว่าเขาน่ะมีพลังยุทธถึงขั้นปราณเซียน ทว่าแท้จริงเขาน่ะอยู่แค่เพียงขั้นพลังกำเนิดเท่านั้นต่างหากเล่า !”

 

“งั้นรึ ? เช่นนั้นเจ้าเป็นผู้ใดเล่า ? เป็นอาจารย์สอนให้เขากระนั้นรึ ?” หลูลี่เย้า แม้สามัญชนทั่วไปจะมีพรสวรรค์ที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธได้ก็จริง ทว่าผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ทั่วแคว้นล้วนเป็นขุนนาง หรือผู้มีวงศ์ตระกูลสูง  คงมีเพียงเชื้อสายขุนนาง หรือผู้ดีเท่านั้นที่ฝึกฝนพลังยุทธ ส่วนสามัญชนทั่วไปนั้นยากยิ่งที่จะฝึกพลังยุทธให้ก้าวหน้า แค่เพียงระดับพลังกำเนิดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นระดับต้นสุดของการฝึกยุทธ สามัญชนทั่วไปยังมิอาจบรรลุถึงได้หากไร้ผู้ชี้แนะ*

*การฝึกยุทธมีทั้งหมด 5 ขั้น โดยแต่ละขั้นมีถึง 8 ระดับ พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังขุมโลกันตร์ พลังเทพสวรรค์ พลังเหนือภพ

 

และการเปิดจุดลมปรานในร่างย่อมมีผลต่อความก้าวหน้าในการฝึก จุดปราณในกายมนุษย์ประกอบทั้งสิ้น 12 จุด ทว่าทั่วทั้งเมืองหลวงคงมีเพียงผู้ที่สามารถทะลวงจุดลมปราณในกายตนได้สูงสุดแค่เพียง 11 จุดเท่านั้น บรรดาลูกหลานขุนนางทั้งหลายต่างสามารถเปิดจุดปราณของตนได้ 5-11 จุด ขณะที่สามัญชนทั่วไปสามารถทะลวงปราณในกายได้แค่เพียง 1-4 จุดเท่านั้น น่าเสียดายที่เรื่องนี้ย่อมมีความเหลื่อมล้ำกันในชาติกำเนิดอยู่บ้าง

 

เมื่อสามัญชนได้ชื่อว่าเป็นผู้ด้อยพลังยุทธ เช่นนั้นจึงได้รับการดูถูกจากพวกชนชั้นสูง ข้ามิรู้ว่าด้วยเหตุใดพวกเขาจึงไม่คิดหาหนทางทะลวงจุดปราณที่ปิดบอด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกสามารถโคจรพลังในร่างได้อย่างง่ายดาย หรืออาจเป็นที่พวกขุนนางต่างไม่ต้องการถูกริดรอนอำนาจ ไม่ก็พวกเขาอาจไม่รู้ หรืออาจเป็นด้วยเหตุทั้งสอง

 

“ทว่าสหายของข้าที่ทำงานอยู่ในวังยืนยันว่าชาย 3 ฝึกถึงขั้นกลางของพลังปราณเซียนแล้วนา” ตันตานแย้งขึ้นด้วยท่าทีเจี๋ยมเจี้ยม

 

มิมีผู้ใดกล่าวแย้ง ยามนี้หัวข้อสนทนาเริ่มเปลี่ยนไปที่พระสนม ถิงเดินมาที่โต๊ะของพวกเราพร้อมซาลาเปาไส้ถั่วดำสองกล่อง นางเป็นผู้ชื่นชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ ทุกครั้งที่มาพบปะสังสรรค์ นางจะต้องซื้อซาลาเปาคละไส้กลับไป สองถึงห้ากล่องเป็นประจำ

 

“ขอโทษจริง ๆ ข้ามาสาย !” ดวงหน้ากลม ๆ ของนางแดงระเรื่อ ขณะกำลังรีบร้อนหย่อนกายลงนั่ง พลันเสียงท้องก็ร้อง ‘จ๊อก….’ “ข้าต้องรอให้ลูกหลับก่อนจึงมาได้ พวกเจ้าก็รู้จักนิสัยของเขาดีนี่” บรรดาแม่ ๆ ต่างผงกศีรษะด้วยความเห็นใจ ส่วนสมาชิกร่วมสะบัดน้ำลายที่เหลืออีกสี่ คาดว่ายามนี้กำลังหัวยุ่งอยู่กับงานบ้าน จึงมิอาจมาร่วมเฮฮากับพวกเราได้ในวันนี้

 

“อ้า จริงสิ พวกเจ้าว่า หญิง 2 (พระสนม) น่ะงดงามหรือไม่ ?” เหม่ยเฟินยื่นหน้ายื่นตาถามด้วยสีหน้าบ่งบอกความริษยา “ข้ามิสงสัยเลยว่าไยชาย 1 (ฮ่องเต้) จึงหลงนางหัวปักหัวปำถึงเพียงนั้น ! นี่ถึงขั้นไม่สนใจหญิง 1 (ฮองเฮา) เลยทีเดียวนา ! ใจร้ายจริง ๆ !”

เพียงได้รู้ว่าหัวข้อสนทนาในวันนี้คือเรื่องใด ถิงก็ดูจะสนอกสนใจมิใช่น้อย ยามนี้นางเริ่มยัดซาลาเปาเข้าปาก ดวงตากลอกไปมา สองหูกางผึ่งพร้อมรับฟังสิ่งที่เหม่ยเฟินกำลังจะพ่นออกมา

 

“หญิง 2 (พระสนม) จะมีรูปโฉมสามัญดังเช่นทั่วไปได้อย่างไร !” ถิงแลบลิ้น ‘แผลบ’ เลียเศษซาลาเปาที่ติดอยู่มุมปาก “เมื่อปีที่แล้วข้ายังเคยเห็นนางกับชาย 1 (ฮ่องเต้) ไปออกงานแข่งบัวเหินหาวอยู่เลย นางงดงามดั่งเทพธิดาสุริยันก็ไม่ปานเลยเชียวนา”

 

“ข้าด้วย ๆ ! วันนั้นข้าก็เห็นนางเช่นกัน ! เรือนผมของนางยาวสลวยเงางามดั่งทองคำก็มิปาน” หลินอดมิได้ที่จะรีบพรั่งพรูความในใจ

 

“ได้ยินมาว่านางมาจากเมืองฝั่งตะวันตกโน่น” เหม่ยเฟินเสริม “เห็นเขาว่ากันว่า คนที่นั่นทั้งสีผมสีตาแปลกประหลาดกว่าพวกเรา”

 

เพียงได้ยิน ข้าก็เริ่มรู้สึกคุ้น ๆ อย่างมิอาจหาคำอธิบายได้ นึกใคร่ครวญกลับไปกลับมาอีกครา ข้าเสมือนถูกลมบ้าหมูโถมเข้ากระแทกอย่างจัง

 

“บุตรชายของหญิง 2 ผู้นั้นก็มีเส้นผมสีทองด้วยใช่หรือไม่ ?” ข้ากล่าวช้า ๆ ชัด ๆ “ทั้งยังอาจมีนัยน์ตาสีเขียวด้วยกระมัง ?”

 

ผู้รับฟังต่างพากันผงกศีรษะ หากมีผู้ใดคว้าเต้าหู้ขึ้นตบหน้าข้า ข้าจะมิสงสัยเลย

 

“เป็นเช่นนั้น…..”แทบลมใส่

 

“น่าเสียดายที่บุตรชายของนางเป็นพวกไม่ได้เรื่อง ! วัน ๆ เอาแต่เที่ยวตระเวนบ่อน ไม่ก็ไปเที่ยวเตร่มิมีผู้ใดรู้ตำแหน่งแห่งที่” หลินบ่นงึมงำคล้ายยังมิอยากข้ามบทสนทนานี้ไป

 

บทวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสดำเนินไปแค่เพียงไม่กี่อึดใจ บรรดาแม่ ๆทั้งหลายก็จำต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่อาจสร้างความตึงเครียดให้แก่ตน

 

“อ้าว ! ฉูฉู่คนดี ข้าเพิ่งสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า” หลูลี่หันมาจ้องหน้าข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “เหตุใดผ่านมาถึง 11 ปีแล้ว เจ้ากลับยังดูเยาว์วัยอยู่เช่นเดิมได้ ?”

 

ข้าหน้าถอดสีในทันที ถึงตอนนี้ ข้าเป็นเพียงผู้เดียวแล้วที่ เครียด !

 

“เจ้ามีสูตรลับใดหรือ ?” ถิงจ้องข้านัยน์ตาเป็นประกาย

 

ความลับกระนั้นหรือ ? ก็ข้าเป็นเทพน่ะสิ ! หึหึหึ

 

“ความลับ ?” ข้าแสร้งยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเคี้ยวซาลาเปาในมืออย่างอ้อยอิ่งเพื่อถ่วงเวลาทั้งที่ภายในใจลนลานจะแย่ !

 

“บอกมาสิ บอกพวกเราบ้าง !” เหม่ยเฟินเร่งเร้า ตะเกียบในมือของนางโบกขวับ ๆ ไปมา อ๊ะ อ๊ะ ! อย่าได้คิดใช้ไอ้นั่นโจมตีข้าเชียวนา !

 

“อืม….” ยกชาขึ้นจิบอีกสักนิด ถ่วงเวลายืดไปได้อีกสักหน่อย

 

“ไม่ต้องมาถ่วงเวลาแล้ว ! คายออกมาเสียดี ๆ !” หลินโพล่งออกมา หวังว่าไอ้ที่นางพูดถึงคงมิใช่ชาหรอกนะ

 

“อ้า….หากข้ายอมบอก พวกเจ้าต้องรับปากว่าจะไม่แพร่งพรายออกไป ทำได้หรือไม่เล่า ?” มุมปากที่ยกยิ้มของข้ากระตุกสั่น ขณะในหัวกำลังคิดหาทางออกให้วุ่น

 

“ไม่บอก ๆ !” ทุกคนต่างพร้อมเพรียงกันตอบเป็นเสียงเดียว

 

“จำนมแพะที่ข้าซื้อกลับไปให้จิน ตอนสมัยเขายังเป็นทารกได้หรือไม่ ?” ข้ากระดกกลืนน้ำลายลงคอไปทีหนึ่ง “ให้บังเอิญที่คืนหนึ่งเขาแหวะนมนั่นใส่หน้าข้า โอ…มิใช่ คือข้าหมายถึง เป็นเช่นนั้นทุกคืนน่ะ จากนั้นข้าก็พบว่า…”  ข้าเลิกคิ้วทำท่าเหลือเชื่อ “ผิวพรรณของข้าทั้งขาวทั้งเนียนขึ้นอย่างไรเล่า !”

 

ท่านผู้ชมผู้ทรงเกียรติของข้าต่างนั่งติดเก้าอี้รับฟังด้วยความตื่นตาตื่นใจ ข้าควรต้องปรบมือรัวให้ตนเองในฐานะยอดนักแต่งนิยายมือพระกาฬเสียกระมัง

 

“เช่นนั้น ข้าจึงใช้นมแพะนั่นชโลมใบหน้าทุกคืนนับแต่นั้นมา” ข้ายกมือขึ้นจับแก้มเนียนนุ่มของตนเอง “ดูสิ พวกเจ้าดูเอาเถิด ! กระทั่งในยามนี้ ! ผิวหน้าของข้ายังคงไร้ริ้วรอย ไร้ไฝฝ้า ข้ายังคงดูคล้ายสาววัย 20 เช่นเดิมตลอดกาล !”

 

ทุกคนปรบมือเกรียวด้วยความทึ่ง อา… ขอบคุณ ขอบคุณ

พวกเจ้ามิต้องจ้องข้าด้วยความทึ่งอย่างล้นหัวใจเช่นนั้นก็ได้ เพราะจะอย่างไร ไอ้ที่พล่ามออกไปทั้งหมด ก็หาความจริงมิได้อยู่แล้ว ข้าก็แค่เพียงเคาะจินตนาการอันเลิศหรูของข้าออกมาเท่านั้น ข้ายังสู้อุตส่าห์ห่วงใย ว่าหากทฤษฏีความงามของข้ามิได้ผล ก็คงมิอาจมีผู้ใดตำหนิข้าได้กระมัง ?

 

เพราะอย่างไรข้าก็คิดว่าคงมิมีผู้ใดกล้าเผยเคล็ดลับความงามของข้าออกไปอย่างแน่แท้ ทว่าสองวันให้หลัง เมื่อข้าไปเที่ยวตลาดกลับพบพวกแม่บ้านชุดอื่นไปยืนออกันชุลมุนวุ่นวายอยู่หน้าแผงขายนมแพะเจ้านั้น

 

“ข้าขอซื้อ 5 ขวด !”

 

“ของข้าเอา 6 !”

 

“10 !”

 

“ข้ามาก่อนนะ ยายแก่แร้งทึ้ง !”

 

“นางแพศยา !”

 

“แล้วเจ้าเล่า ! ยังสาวบริสุทธิ์อยู่งั้นสิ !”

 

“เจ้าก็เหมือนกันนั่นล่ะ !”

 

 

*****

 

 

ข้ารีบปิดหูหลีกมาจากวงถุ้มเถียงสองแง่สองง่ามนั้น

 

ทว่าจะอย่างไร หญิงชราเจ้าของร้านกลับดูมีความสุขอย่างที่สุดเมื่อจู่ ๆ ร้านของนางกลับกลายเป็นที่นิยมในพริบตา

 

สมาคมแม่บ้านหรรษานัดหมายพบปะกันอีกคราสัปดาห์ถัดไป ทุกคนใบหน้าผุดผ่องแจ่มใส ทั้งยังอดมิได้ที่จะยื่นหน้าใสกระจ่างของตนมาจ้องหน้าข้าแทบทุกซอกมุม ช่างน่ากลัวเสียจริง ๆ

 

ทุกคนรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวสัมผัส และสีผิวหลังใบหน้าได้รับการดูแลโดยน้ำนมแพะ และเพียงมินาน น้ำนมแพะก็แปรเปลี่ยนจากผลิตผลธรรมดาเป็นวัตถุดิบชั้นดีเพื่อเสริมความงาม แทบทุกร้านล้วนขายสิ่งที่มีนมแพะเป็นส่วนประกอบ เพียงไม่กี่วัน ยอดขายนมแพะกลับพุ่งกระฉูด

 

*****

 

เอ่อ…..มิเป็นไรกระมัง ?

 

***จบตอน แม่บ้านหรรษา !***

Novel
Novel
Novel