ตอนที่ 102 ให้บทเรียนแก่เจ้า

เกอซียังมิทันได้โต้ตอบออกไป เสียงหัวเราะลั่นของไป๋หู่ก็ดังขึ้น “เสื่อมเสียชื่อเสียงสกุลน่าหลานงั้นหรือ ? ขอโทษที เหตุใดข้าไม่เคยรู้เลยว่าสกุลน่าหลานมีชื่อเสียงในด้านที่ดีด้วย ? ไม่ใช่ว่าน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยคุณหนูรองแห่งสกุลน่าหลานของเจ้าไปยั่วยวนคุณชายจูจงป้าแห่งสกุลจูถึงที่หรอกหรือ ? เรื่องที่นางเปลื้องผ้าบุรุษ เป็นผู้นิยมความรุนแรงนั้นเป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่ว นางถึงกับใช้พลังฝีมือกับจูจงป้าผู้ซึ่งเป็นตัวสวะที่ไร้ค่า จุ๊ จุ๊ จุ๊ คนสกุลน่าหลานช่างเป็นพวกกบในกะลาเสียจริง !”

 

เพียงได้ยิน ใบหน้าของฉินลู่พลันแดงก่ำ ความรู้สึกที่ทั้งโกรธเกรี้ยวทั้งอับอายฉายผ่านทางแววตา ทั่วร่างของมันสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาล

 

กระทั่งสีหน้าของเกอซียังฉายอาการแห่งความแปลกประหลาดใจ

 

โอ ? ไม่คาดคิดเลยว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหยียนจิงจะเผ็ดร้อนได้ถึงเพียงนี้ !

 

ข่าวนี้ช่างน่ายินดี หากมิใช่เพราะไป๋หู่นางคงไม่อาจล่วงรู้เรื่องที่น่าสนุกเร้าใจเช่นนี้ ช่วงนี้นางยุ่งวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบในมิติเวททั้งวัน อีกทั้งยังต้องจัดตารางการฝึกฝนให้กับพวกซีเจี่ยอีกด้วยจึงแทบไม่มีเวลา

 

หญิงสาวแงนเงยศีรษะขึ้นชำเลืองสายตาไปทางไป๋หู่ด้วยความพึงพอใจ

 

ไป๋หู่รีบเหยียดกายจัดร่างให้ตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผย ชายหนุ่มแย้มยิ้มอย่างกว้างขวางด้วยความยินดีปรีดาขึ้นมาทันที อั๋ยหยา ! คุณชายซีเย่ว ……ไม่สิ ไม่สิ ! ควรเรียกว่าคุณหนูน่าหลานจึงจะเหมาะสม ! ในที่สุดนางก็ไม่ขุ่นเคืองแล้ว ครานี้ปิ่นโตของนายท่านจะต้องสมบูรณ์ไร้ที่ติอย่างแน่นอน

 

ฉินลู่อับจนปัญญาจะต่อปากต่อคำจึงตรงเข้าหาไป๋หู่หมายจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายต้องหลาบจำ

 

ทว่าอายพลังที่คุกรุ่นรอบกายของไป๋หู่กลับทำให้มันต้องสั่นผวา แม้ว่าด้วยพลังฝีมือระดับไป๋หู่ย่อมสามารถเก็บซ่อนพลังปราณของตนได้หากแต่ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีผลพวงใดหลงเหลืออยู่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉินลู่พลันรู้สึกขนลุกหวาดกลัวขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ

 

มันเคยชินกับการเฝ้าคอยรังแกผู้อื่นอย่างอยุติธรรมมาโดยตลอด เช่นนั้นแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าอายพลังอันน่าสะพรึงของไป๋หู่ ความขวัญกล้าทั้งหลายจึงหดหายสิ้น มันจึงเปลี่ยนมาพุ่งเป้าที่เกอซีแทน “นางแพศยาตัวดี มิใช่เจ้าล่ะหรือที่เป่าหูไอ้หนูหน้ามนผู้นี้ให้กล่าววาจาให้ร้ายคุณหนูรอง และสกุลน่าหลานของพวกเรา ? สกุลน่าหลานชุบเลี้ยงเจ้ามานานปีทว่าเจ้ากลับทำตัวต่ำช้าเนรคุณผู้มีพระคุณ !  ไม่เพียงเจ้าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ ซ้ำยังจะให้ชู้รักของเจ้าพูดจาให้ร้ายสกุลน่าหลานอีกด้วย ในนามของฮูหยิน และคุณหนูรอง ข้าจะลงมือสั่งสอนเจ้าเอง !”

 

ก่อนหน้านี้ฉินลู่เคยติดตามจางเต๋อจงมาส่งอาหารยังเรือนน้อยโกโรโกโสแห่งนี้ ทั้งยังเคยฉวยโอกาสลงไม้ลงมือกับคุณหนูสามผู้นี้มาแล้ว แม้น่าหลานเกอซีจะได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูสามแห่งสกุลน่าหลานหากแต่อุปนิสัยของนางกลับเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไม่สู้คน เพียงถูกตวาดฟาดตีนางก็ทำได้แค่เพียงนั่งบีบน้ำตาเท่านั้น

 

เมื่อไรที่มันนึกถึงยามที่ตนลงไม้ลงมือกับคุณหนูสามจนนางนั่งเนื้อตัวสั่นเทาอย่างน่าเวทนา จิตใจที่เหี้ยมเกรียมของมันก็รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ

 

แค่เพียงมันคิดจะเข้าไปตบตีนาง ได้เห็นคุณหนูสามผู้นี้ลงไปขดตัวคุ้ดคู้อยู่ปลายเท้าร้องขอความเมตตาจากมันอีกครา ใบหน้าของมันก็แดงก่ำเนื้อกายสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น

 

ไป๋หู่เห็นประกายแห่งความชั่วร้ายที่ฉายผ่านดวงตาของชายเหี้ยม นัยน์ตาของชายหนุ่มจึงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก

 

นางคือผู้ที่นายท่านรักใคร่ชอบพอทั้งยังคอยใส่ใจดูแล คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่ถึงกลับกล้าโอหังหมายรังแกนาง ! มันสมควรตายเป็นพันครั้งหมื่นครั้ง !

 

ทว่าไป๋หู่ยังไม่ทันได้ขยับกาย จางซานที่ยืนอยู่อีกด้านก็ตรงเข้ากดไหล่ฉินลู่ จนร่างของมันโค้งโก่งเพราะการเคลื่อนมือที่รวดเร็วประดุจสายฟ้า และแรงพลังที่ถ่ายทอดลงสู่ปลายแขน ฉินลู่เจ็บแปล๊บลงไปถึงจุดตันเถียนจนมิอาจขยับเขยื้อนกายได้แม้เพียงก้าว

 

จางซานยกฝ่าเท้าขึ้นเตะหัวเข่าฉินลู่อย่างไร้ความปรานี เสียงดัง ‘ตุ้บ’ ฉินลู่ก็ถูกบังคับให้ลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นศีรษะของมันโก่งโค้งลงไปในท่าแสดงความคาวะต่อเกอซี

 

ความเจ็บปวดร้าวระบมจากหัวเข่า อีกทั้งแรงพลังปราณที่พุ่งเข้ากดจุดตันเถียนทำให้มันต้องร้องโหยหวนออกมาด้วยความทรมาน

 

เกอซียังคงนั่งอยู่บนโต๊ะศิลาอย่างนิ่งเฉยราวกับตนไม่ได้ยินเสียงวุ่นวายใดทั้งสิ้น ดรุณีน้อยค่อย ๆ เหยียดมือข้ามไปรับขนมอบน้ำตาลที่เซี่ยวหลีเตรียมไว้เป็นอาหารว่างส่งเข้าปากอย่างชดช้อยสง่างาม

 

***จบตอน ให้บทเรียนแก่เจ้า***