ตอนที่ 142 กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า

ยังไม่ทันขาดคำ กระบี่วายุซึ่งควบกลั่นรวมตัวขึ้นจากสายลมพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของจูเฉวี่ยก่อนจะพุ่งทะยานตรงเข้าหาเกอซีอย่างไร้ปรานี

 

การลงมือครานี้ จูเฉวี่ยทุ่มเทแรงพลังทั้งหมดอย่างมิอาจถอยกลับ นางขอสาบานว่าแม้ต้องแลกด้วยทั้งชีวิต แม้ต้องถูกนายท่านตำหนิโทษทัณฑ์ นางก็จะต้องเด็ดศีรษะหญิงแพศยาผู้นี้ออกมาให้ได้ !

 

“จูเฉวี่ย อย่า—- ! !” ไป๋หู่อุทานลั่น ม่านปราการปกป้องหลอมรวมตัวเข้าโอบล้อมร่างของเกอซีในทันที ทว่าจูเฉวี่ยนั้นอยู่ในระยะประชิดยิ่งกว่า ไม่ต้องใช้หัวคิดให้เปลืองสมองก็รู้ว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว สีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนด้วยอับจนปัญญา

 

กระบี่วายุอันเอิบอาบด้วยอายรัศมีแห่งการเข่นฆ่าแทรกผ่านอากาศพุ่งทะยานตรงเข้าหาเกอซี 

ก้อนกรวดเม็ดทรายถูกแรงลมกวาดปะทะลอยปลิวไปในอากาศ ฝุ่นผงเม็ดดินฟุ้งตลบคละคลุ้งกระจัดกระจาย

 

เกอซียืนนิ่งจับจ้องกระบี่วายุอันคมกริบที่กำลังพุ่งตรงเข้าหา หญิงสาวไม่มีทีท่าจะถอยหนี ทั้งไม่มีทีท่าจะหลีกหลบ หากแต่กลับกัน มุมปากของนางค่อย ๆ ยกขยักขึ้นเป็นรอยแย้มยิ้มด้วยความเย้ยหยัน

 

เมื่อกระบี่วายุเข้าตรงประชิดกาย เกอซีเพียงขยับมือยกขึ้น แผงแส้กระดูกสีขาวเกลี้ยงพลันปรากฏขึ้นในกำมือโดยไม่อาจมีผู้ใดรู้ได้ว่าด้ามแส้ชิ้นนี้เข้ามาอยู่ในมือของนางตั้งแต่เมื่อไร

 

แส้กระดูกขาวถูกยกขึ้นอย่างเชื่องช้า และแค่เพียงเสี้ยววินาทีประกายแปลบปลาบสีทองเจือฟ้าจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นเมื่อมันถูกสะบัดเข้าใส่กระบี่วายุ อาวุธทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงก่อนที่แส้กระดูกขาวจะบั่นกระบี่วายุขาดเป็นสองท่อนเพียงชั่วพริบตา

 

กระบี่วายุพุ่งเฉียดผ่านร่างหญิงสาวปลายผมเส้นดำสนิทสะบัดปลิวไปตามแรงลมก่อนด้ามกระบี่นั้นจะลับหายไปจากคลองสายตาอย่างไม่เหลือร่องรอย เกอซีผู้ยืนตระหง่านอย่างไร้รอยขีดข่วนท่ามกลางแรงลมกระโชกขยักยิ้มเยาะให้จูเฉวี่ย

 

 

ไป๋หู่อ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ทั่วใบหน้าฉาบทาไปด้วยความตกตะลึงงงงัน

 

ผิวพรรณขาวละเอียดเนียนราวหิมะ ดวงตาเจิดจรัสเป็นประกายดุจอัญมณี ดวงหน้าชดช้อยงดงาม คือสตรีผู้ยืนตระหง่านอย่างสง่างามภายใต้แสงตะวันที่สาดฉายประดุจเทพธิดาผู้เยื้องย่างลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า 

 

ร่างของนางไร้สิ้นพลังกระแสปราณอย่างแท้จริง ทว่าไป๋หู่ย่อมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อบอวลไปด้วยอายพลังปราณที่ถูกผลักดันออกมา

 

อีกทั้งตัวเขาเองยังไม่เคยพบเจอคลื่นพลังซึ่งมีลักษณะเช่นนี้มาก่อน พลังที่สัมผัสรู้ได้นั้น หาใช่พลังปราณซึ่งมีฐานพลังมาจากธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ หรือธาตุดินอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งยังมิอาจบ่งชี้ได้ว่านี้คือขุมพลังอันเกิดจากฐานพลังปราณซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป นี่มัน….เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ?

 

แท้จริงแล้วน่าหลานเกอซีคือผู้มีพลังยุทธหรือไม่กันแน่ ?

 

ขณะที่ไป๋หู่ยังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตื่นตะลึง จูเฉวี่ยสะบัดศีรษะของตนอย่างแรงเพื่อเรียกสติกลับคืนมา สีหน้าของนางบิดเบ้ในทันที ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำราวสีเลือด สายตาคู่นั้นถลึงจ้องใส่เกอซีด้วยใคร่อยากตรงเข้าทึ้งฉีกร่างของอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ “เป็นเจ้า เป็นเจ้าที่ขโมยพลังของข้า ! สารเลว เจ้าดูดพลังข้าไปใช่ไหม ? คืนพลังมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ! !”

 

แววตาที่เกอซีจ้องมองจูเฉวี่ยนั้นเย็นชาประดุจน้ำแข็ง สายตาแห่งความเย้ยหยันเผยผ่านพร้อมน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ย “อา เข้าใจแล้ว พลังยุทธของเจ้าลดระดับลงจากปราณขั้นที่สี่ ปฐพีสะท้านสะเทือน เหลือเพียงขั้นที่สาม พลิกผันอเวจี มิน่าเล่ากระบี่วายุของเจ้าจึงเป็นแค่เพียงสายลมเย็นที่ไร้แรงพลัง”

 

ยิ่งได้ฟัง จูเฉวี่ยก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง นางกระโจนร่างพุ่งเข้าหาเกอซีราวกับคนเสียสติ “น่าหลานเกอซี เจ้าขโมยพลังวัตรของข้า เจ้าต้องตาย ! ! แม้พลังของข้าจะเหลือแค่เพียงขั้นพลิกผันอเวจีระดับกลาง ข้าก็ปลิดชีพเจ้าได้ ! ข้าจะเฉือนร่างเจ้าออกเป็นพัน ๆ ชิ้น ! !”

 

ขณะปากร่ำร้องตะโกน จูเฉวี่ยก็คว้าผงพิษที่นางเป็นผู้ปรุงเองกับมือสะบัดใส่ร่างของเกอซีอย่างไร้ความปรานี

 

พึงทราบว่า ผงพิษชนิดนี้นางปรุงไว้ตั้งแต่ครั้งที่นางยังเป็นผู้เยี่ยมยุทธขั้นปฐพีสะท้านสะเทือน เช่นนั้น แม้จะเป็นยอดฝีมือซึ่งมีพลังฝีมือระดับเดียวกันก็ยังต้องถึงความหวาดผวาตื่นกลัวเมื่อต้องเผชิญกับผงพิษชนิดนี้ 

 

แล้วน่าหลานเกอซีเล่า ? นางคือผู้ที่เพิ่งสามารถเลื่อนขั้นพลังยุทธเข้าสู่ขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเมื่อไม่นานมานี้ นางจะต้านทานแรงพิษชนิดนี้ได้อย่างไร ?

 

เพียงผงพิษสัมผัสต้องผิวกายของผู้ใด เนื้อผิวของคนผู้นั้นจะเปื่อยยุ่ยแสบคันไปทั่วทุกตารางนิ้ว พิษจะตรงเข้ากัดกร่อนกลืนกินอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งกระทั่งร่างของคนผู้นั้นส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งราวกับซากซพ เศษชิ้นกระดูกทั่วร่างถูกกัดเซาะจนแห้งเหือด เนื้อหนังทั่วกายถูกย่อยสลายกลายเป็นของเหลว

 

น่าหลานเกอซี เจ้ารนหาที่เอง เมื่อเจ้ากล้าลงมือทำร้ายข้า แม้ข้าไม่อาจฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้น ๆ ข้าก็จะหักกระดูกกัดกร่อนร่างของเจ้าให้กลายเป็นซากศพที่เหลือแค่เพียงเศษเถ้า ! เช่นนี้เท่านั้นจึงจะสาสมกับความชิงชังที่อัดแน่นภายในใจข้า ! !

 

ทันทีที่ผงพิษแพร่กระจาย เกอซีก็ได้กลิ่นเหม็นคลุ้งฟุ้งไปทั่วทั้งบรรยากาศ

 

มุมปากของนางขยักยกรอยยิ้มแห่งความเหน็บหนาว ขณะที่น้ำเสียงแห่งความเยาะหยันเปรยขึ้น “มิคิดเลยว่า เจ้าจะกล้าแสดงฝีมือการใช้พิษต่อหน้าโคตรตะกูลของเจ้า เสมือนเจ้ากล้ามาแสดงฝีมือการใช้ขวานถึงประตูเรือนปรมาจารย์หลู่ปัง*โดยแท้  เจ้าประเมินความสามารถของตนเองสูงส่งเลิศเลอเกินไปแล้ว”

*ปรมาจารย์หลู่ปัง คือยอดปรมาจารย์นักประดิษฐ์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้ขวาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ที่น่าอัศจรรย์ ทั้งนกพยนต์ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากลำไผ่แต่สามารถบินได้จริงตลอดสามวันสามคืนโดยไม่ร่วงตกลงมา กระทั่งต่อมาเขาได้เข้ารับราชการ และสร้างสิ่งประดิษฐ์์ ทั้งรถม้าที่สามารถขับเคลื่อนไปได้โดยอัตโนมัติ บันไดปีนกำแพงเมืองจีน หอกตะขอสับที่ใช้ในการรบทางน้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย จนมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับนับถือจากชาวจีนทั่วประเทศ จะมีผู้ใดชำนาญการใช้ขวาน และงานประดิษฐ์สิ่งของจากไม้มากไปกว่าปรมาจารย์หลู่ปังเป็นไม่มี

 

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า กล้ามาแสดงฝีมือการใช้ขวานถึงหน้าบ้านปรมาจารย์หลู่ปัง ก็เหมือนสอนจรเข้ว่ายน้ำ ขายหน้าโดยแท้

 

***จบตอน กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า***