ตอนที่ 158 ยินดียิ่ง เจ้าเชื่อใจข้ามากถึงเพียงนี้

เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำของหนานกงยวี่ดังขึ้น เขายกมือขึ้นประคองพวงแก้มทั้งสองของนาง “หืม เด็ดขาดเสียจริง สตรีที่น่าหลงใหลเช่นนี้สิจึงควรค่าแก่ข้า หนานกงยวี่ ไม่ว่าซีเอ๋อต้องการทำสิ่งใดขอให้เจ้าจดจำไว้ว่า เจ้าจะมีข้าผู้เป็นสามีพร้อมให้การสนับสนุนทุกเมื่อ !”

 

สามีอะไรกัน ? ผู้ใดอยากใด้เจ้าเป็นสามีกัน ?

 

เกอซีมองอีกฝ่ายค้างด้วยสายตาที่ว่างเปล่ากระทั่งชายหนุ่มต้องปล่อยเสียงหัวเราะร่วนก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ซีเอ๋อ ยามนี้พลังยุทธของเจ้าอยู่ขั้นใดแล้ว ?”

 

แม้เมื่อวานเขาจะเห็นได้ชัดว่าพลังฝีมือของนางเลื่อนขึ้นอย่างก้าวกระโดดทันทีที่ปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์นั้นสิ้นสุดลง ทว่าขุมพลังทั้งหมดในร่างของหญิงสาวกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

 

โดยปกติแล้ว ผู้มีพลังยุทธทั้งหลายย่อมสามารถบ่งบอกถึงขั้นพลังยุทธของผู้ฝึกพลังฝีมือในทวีปหมีหลัวได้ด้วยอาศัยขุมพลังที่รั่วไหลออกจากเรือนกายของคนผู้นั้น ทว่าเมื่อคนผู้นั้นใช้กลวิธีเก็บงำพลังปราณของตนไว้ อีกฝ่ายจึงไม่อาจคาดเดาขั้นพลังของคนผู้นั้นได้ ยังมี ผู้ซึ่งมีพลังฝีมือขั้นสูงล้วนสามารถมองเห็นขั้นพลังฝีมือของผู้ซึ่งมีพลังยุทธต่ำเตี้ยกว่าตนได้อย่างง่ายดาย ทว่าแม้กระทั่งพลังฝีมือระดับหนานกงยวี่กลับยังมิอาจล่วงรู้ถึงขั้นพลังปราณของเกอซีในยามนี้ได้อย่างแท้จริง

 

 

เมื่อได้ยินข้อไต่ถาม หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มส่งจิตสำรวจขั้นพลังปราณตามคำชี้นำของหนานกงยวี่ สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มขณะรวบรวมจิตให้จดจ่ออยู่กับกระแสพลังปราณเบื้องหน้า ฉับพลันความกระจ่างภายในใจก็ผุดขึ้น– ระดับกลางของพลังปราณขั้น 5 เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ 

 

เกอซีพลันนึกขึ้นได้ทันทีว่าครั้งที่นางพบกับจูเฉวี่ย ไป๋หู่ และคนอื่น ๆนั้น แม้นางจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดจิตเพื่อรับรู้ระดับพลังตรงหน้าทว่าเสมือนมีบางสิ่งที่คลุมเครือคล้ายบ่งบอกถึงขั้นพลังปราณของคนเหล่านั้น

 

เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร แม้จะใช้ของวิเศษเข้าช่วยยังล้วนเป็นไปไม่ได้ที่ผู้มีพลังปราณขั้นต่ำกว่าจะสามารถล่วงรู้ถึงระดับขั้นพลังปราณของผู้ฝึกยุทธซึ่งมีพลังฝีมือขั้นสูงกว่าได้มิใช่หรือ ?

 

ขณะที่เกอซียังอยู่ในอาการงุนงง น้ำเสียงสดใสคล้ายเด็กน้อยของต้านต้านพลันดังขึ้นที่ข้างหู “ฮี่ฮี่ ฝีมือต้านต้านเอง ! เป็นอย่างไรบ้าง ต้านต้านนี่สุดยอดเลยใช่ไหม ?”

 

หญิงสาวตกใจนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะโต้ตอบกลับ “…..ต้านต้าน เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านความคิดข้าตามใจชอบ ! เจ้ากำลังรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของข้า !”

 

ต้านต้านหัวเราะเฮฮาด้วยความครื้นเครง เสียงหนูน้อยยังดังเจื้อยแจ้ว “ท่านแม่วางใจได้ ต้านต้านรู้ดีว่าสิ่งใดไม่เหมาะสม ดังเช่นการแอบฟังยามเมื่อท่านแม่กับพี่ชายใหญ่กำลังเล่นไล่จับจุมพิตกัน ไม่ต้องห่วง ต้านต้านไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลย !”

 

มันจะมากไปแล้วต้านต้าน ! แล้วเหตุใดเขาจึงได้เป็นพี่ชายใหญ่ขณะที่ข้ากลับกลายเป็นแม่ ! ข้าดูสูงวัยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?

 

ยามนี้ความรู้สึกของเกอซีคล้ายกำลังถูกฝูงม้ารุมกระทืบ นางเริ่มตระหนักแล้วว่าจำต้องหาเวลาอบรมต้านต้านให้เป็นเรื่องเป็นราว แม้เขาจะยังเด็ก ทว่าการเรียนรู้นับเป็นสิ่งจำเป็นแล้วในยามนี้ !

 

หนานกงยวี่ยังคงรอคอยคำตอบ ครั้นเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของนางแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเช่นนั้นเขาจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยปากถาม “เกิดอะไรขึ้น ? ร่างกายเจ้าผิดปกติใดหรือไม่ ?”

 

“ไม่” เกอซีส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยปากออกไปด้วยอาการลังเล “หากความรู้สึกของข้าถูกต้อง ข้าน่าจะอยู่ในขั้นที่แปดของพลังปราณขั้นที่สอง ปฐมภูมิโลกันตร์”

 

คิ้วคมเข้มของหนานกงยวี่เลิกขึ้นเล็กน้อย แม้เขาจะคาดเดาไว้แล้วทว่าเมื่อได้ยิน กลับยังอดมิได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ 

 

เกอซีบุ้ยปากเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยความไม่มั่นใจ “ยังมี ข้าอาจสามารถล่วงรู้ถึงขั้นพลังของเจ้าเช่นกัน —— ระดับกลางของพลังปราณขั้นเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ”

 

เพียงครั้งแรกที่ได้ยินก็ทำให้ชายหนุ่มต้องตะลึง ในแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความยินดี เขายื่นมือไปคว้าอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมแขนด้วยเสียงหัวเราะที่อ่อนโยน “ซีเอ๋อ ข้าสุขใจยิ่งนัก” ข้าสุขใจยิ่งนักที่เจ้าเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้

 

เห็นความสดใสร่าเริง เห็นรอยยิ้มปานประดุจดอกไม้บานของหนานกงยวี่เช่นนั้น เกอซีกลับยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของเขายามนี้ช่างน่าตื่นตะลึงพร่างพรายสายตาจนนางอดมิได้ที่จะลอบก่นด่าอยู่ในใจ ‘จอมมารชัด ๆ’ ทั้งยังอดมิได้ที่จะกล่าวสรรพยอก “เจ้าตื่นเต้นอะไรหนักหนา ?”

 

ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนของตนออกพลางค่อย ๆ ตอบคำด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “ซีเอ๋อ ข้าสุขใจยิ่งนักที่เจ้ายอมบอกข้า ทว่าเจ้าต้องบอกข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเข้าใจหรือไม่ ? ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงมีความสามารถเช่นนี้ ทว่าความสามารถพิเศษเยี่ยงนี้ย่อมจะกลายเป็นเป้าสายตาของเหล่าผู้ฝึกยุทธทั้งหลาย”

 

เกอซีเยาะหยันอยู่ในใจ ด้วยสามัญสำนึกนางย่อมสมควรรู้ว่าต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว “แน่นอนข้ารู้ดี ผู้ใดจะไม่รู้บ้างว่าคนธรรมดาสามัญซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ย่อมต้องตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอันตรายเมื่อคนผู้นั้นต้องตกเป็นเหยื่อของความละโมบ ? เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรือไง ?”

 

***จบตอน ยินดียิ่ง เจ้าเชื่อใจข้ามากถึงเพียงนี้***