ตอนที่ 174 ข้าคือผู้ใด เกี่ยวอันใดกับเจ้า ?

องค์ชายสามยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของเกอซียามหันกลับมาหา ฉับพลันน้ำเสียงก็ติดอยู่ในลำคอตัวนิ่งแข็งค้างชะงักอยู่เช่นนั้น

 

คำพรรณนาบุรุษงามแต่ครั้งโบราณกาลเปรียบเปรย 

‘กระจ่างดั่งแสงสุริยันแลจันทรา

 

ประดุจสนล้อลิ่วปลายผาตระหง่านเด่นแค่เพียงหนึ่ง

ท่วงทีงามกิริยาสง่า พิสุทธิ์สะอาดควรคู่หยกน้ำงามอันวิจิตรล้ำเลอค่า’

 

ในตอนที่องค์ชายสามได้ยินบทพรรณนานี้เขาแค่เพียงหัวเราะเยาะในความคิดเปรียบบุรุษว่าละเอียดอ่อนงดงามดั่งอิสตรี

 

ทว่ายามนี้ เมื่อได้เห็นหนุ่มน้อยผู้อยู่เบื้องหน้าสายตาเขากลับต้องตะลึงงันปานประหนึ่งจิตวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง หากนำเหล่าธารกำนัลที่แสนสามัญ และหยาบกระด้างในตำหนักของเขามาเรียงแถวอยู่ตรงหน้าหนุ่มน้อยผู้นี้ ย่อมสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนดั่งนำเอาไข่มุกขาวละออเม็ดงามมาเทียบเปรียบกับกองโคลนตม

 

ความเดือดดาลที่เคยฉายผ่านดวงหน้าขององค์ชายสามพลันสิ้นสลายในทันที สีหน้าของเขากลับกลายเป็นความอ่อนโยนประดุจสายลมอันอบอุ่นยามเมื่อใบไม้ผลิมาเยี่ยมเยือน ในฝ่ามือปรากฏด้ามพัด บนดวงหน้าปรากฏความทระนงสง่างามอย่างสมศักดิ์  “ข้ามีนามว่าฉางกวนรุ่ย มิทราบ ขอใคร่ถามคุณชายมีชื่อเรียงเสียงใด ? คุณชายก็มาเยือนหาราชันมัจจุราชเช่นกันกระนั้นหรือ ?”

 

เหล่าฝูงชนทั้งหลายต่างหลงลืมสูดลมหายใจเมื่อล้วนตกอยู่ในอาการตะลึงที่ถูกตรึงไว้ด้วยความงามอย่างหาผู้ใดเทียบเทียมของหนุ่มน้อยผู้อยู่เบื้องหน้า  ทว่าเพียงได้ยินคำเอื้อนเอ่ยถามจากองค์ชายสาม พวกเขาทั้งหมดจึงได้สติ ทั้งภายในใจยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยข้อกังขา

 

เมื่อครู่ องค์ชายสาม และองค์หญิงเจิ้นเยว่แสดงเจตจำนงขอเข้าพบราชันมัจจุราช ทว่าผู้ดูแลหนานกลับแสดงท่าทีราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใด ไม่แค่เพียงนั้น แม้องค์หญิงเจิ้นเยว่จะชักกระบี่ชี้ใส่ขึ้นตรงหน้า ผู้ดูแลหนานกลับยังคงนิ่งเฉยไร้ปฏิกริยาโต้ตอบใดแม้เพียงน้อย

 

หากทว่าแค่เพียงเด็กหนุ่มผู้เดียวนี้กลับสามารถทำให้ท่าทีของผู้ดูแลหนานแปรเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน ดวงหน้าที่นิ่งเฉยเป็นการเป็นงานมาบัดนี้กลับเปื้อนยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงสองข้างแก้มกระทั่งรอยยับย่นบนใบหน้าปรากฏขึ้นได้ ที่สุดแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้คือใคร ?

 

ครั้นเมื่อเกอซีเห็นองค์ชายสามพลิกบทบาท ทำวางท่าทว่ากลับดูราวไอ้งั่งได้ในบัดดลก็ให้รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมาในทันที   นางหันกลับโดยไม่ให้ความสนใจใด ๆ ในคนผู้นี้อีก

 

แววตาที่ผู้ดูแลหนานจ้องมององค์ชายสามนั้นกลับกลายเป็นเย็นชา นี่คือพระชายาผู้ซึ่งนายท่านใฝ่ปองปักใจ ว่าที่นายหญิงแห่งตำหนักราชันมัจจุราช ผู้ใดที่มันกล้าคิดเกินเลยกับนางย่อมสมควรตาย !

 

“ช้าก่อน—- !”

 

ยามนี้ องค์หญิงเจิ้นเยว่ผู้ถูกรูปโฉมของเกอซีทำให้ตกอยู่ในอาการตะลึงกลับรู้สึกตนแล้ว นางสืบฝีเท้าย่างออกมาสามก้าวกั้นขวางทางของเกอซีพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “เสด็จพี่ของข้าเอ่ยพระโอษฐ์ถามเจ้า ไม่ได้ยินรึ ? เจ้าคือผู้ใด ? เหตุใดจึงสามารถเข้านอกออกในตำหนักราชันมัจจุราชได้ ?”

 

แม้หนุ่มน้อยผู้นี้จะหล่อเหลาทว่าหากเทียบกับหนานกงยวี่แล้วย่อมมิอาจเปรียบกันได้ในทุกด้าน จิตใจขององค์หญิงเจิ้นเยว่มิได้หวั่นไหวเลยแม้เพียงน้อย หากทว่ากลับกลายเป็นความรู้สึกชิงชัง และริษยาอย่างท่วมท้นโดยมิอาจพรรณนาเป็นคำกล่าวได้

 

เกอซียิ้มเยาะ นางชายหางตามององค์หญิงเจิ้นเยว่ด้วยท่าทีเฉื่อยชา “ข้าเป็นใคร เกี่ยวอะไรกับเจ้า ?”

 

“กำเริบนัก ! เจ้ารู้ไหมว่าข้าคือใคร ?” เจิ้นเยว่ชี้หน้าสบถด่าว่าเกอซี “เจ้ากล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับข้ารึ ! เชื่อไหมว่าข้าจะเรียกทหารมา…..”

 

เกอซีปัดนิ้วที่ชี้ใส่หน้าตนออกพลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อ้อ น่าเวทนาจริง นางหลงลืมกระทั่งตนคือผู้ใด หากใครในที่นี้รู้ว่านางคือผู้ใดจงรีบสร้างกุศลด้วยการแจ้งแถลงให้นางทราบด้วย หากจิตไม่ใคร่ปรกติก็ควรอยู่แต่ในเรือน ไม่ควรออกมาเพ่นพ่านให้อายผู้อายคนเช่นนี้ กลับไปเมื่อไรก็อย่าลืมแจ้งหมอให้สั่งโอสถบำรุงสมองให้นางด้วยแล้วกัน”

 

“เจ้า— ! ! เจ้ากล้า—- ! ! !” สีหน้าของเจิ้นเยว่ม่วงคล้ำเพราะความเดือดดาลเนื้อตัวสั่นระริก

 

ทุกผู้คนล้วนได้ยินสิ่งที่เกอซีกล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่ละคนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ พวกเขาย่อมไม่กล้าเสียกิริยา หรือล่วงเกินนางผู้มีฐานะเป็นถึงองค์หญิงประจำแคว้น ที่สุดแล้วทุกคนจึงต้องพยายามกลั้นหัวเราะจนใบหน้าบิดเบี้ยวเนื้อตัวสั่นระริก

 

หากเป็นคนทั่วไปย่อมต้องเกรงบารมีขององค์หญิงเจิ้นเยว่ ทว่าเหล่ากองกำลังรักษาตำหนักราชันมัจจุราช และผู้ดูแลหนานกลับไม่ปรากฏร่องรอยแห่งความกลัวเกรงในฐานะของนางเลย เช่นนั้นพวกเขาทุกคนล้วนไม่มีอาการชะงัก เห็นแต่เพียงมุมปากยกโค้งขึ้น แม้ไม่เอ่ยกล่าวคำใดหากทว่าในแววตานั้นฉายอาการแห่งความเหยียดหยามออกมาอย่างชัดเจน

 

***จบตอน ข้าคือผู้ใด เกี่ยวอันใดกับเจ้า ?***

Novel
Novel
Novel