ตอนที่ 20 มีเพียงหุ่นเชิดเท่านั้นที่จะไม่ทรยศ

เหล่าคนทั้งหกต่างพากันสุขสมในใจเมื่อพวกมันพากันมโนภาพอันโหดร้ายที่จะติดตามมาเบื้องหน้า หากแต่พวกมันยังไม่ทันจะได้พบฝันที่เป็นจริงเมื่อเกอซียกมือซ้ายขึ้นมาโดยที่พวกมันไม่ทันสังเกตเห็น แท่งเข็มเงินไร้เงาแทรกอยู่ในระหว่างเรียวนิ้วงามนั้น

 

เพียงชั่วพริบตานางใช้กำลังสะบัดแท่งเข็มเงินพวกนั้นตรงเข้าหาศีรษะคนทั้งหก

 

“อ๊าก !” พวกมันหกคนส่งเสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเข้าไปถึงเนื้อสมองในศีรษะ

 

จางซานแหงนหน้าจ้องเกอซีเขม็งด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้า….เจ้าทำอะไรพวกเรา ?”

 

นิ้วเรียวของเกอซีลูบไล้ไปมาบนความแหลมคมที่ติดอยู่ปลายแส้อย่างนิ่มนวล ขณะที่มุมปากของหญิงสาวเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงกลิ่นอายแห่งความกระหายเลือด “ใต้หล้านี้ไม่มีสัตย์วาจาใดที่เชื่อถือได้ คงมีแค่เพียงหุ่นเชิดที่ไร้ความคิดไร้จิตวิญญาณเท่านั้นที่จะไม่มีวันทรยศต่อผู้ใด เช่นนั้นแล้ว เจ้าคิดว่าข้าควรทำเยี่ยงไร ?”

 

“เจ้า…..เจ้าคิดจะแยกกายกับจิตของพวกเราออกจากกันรึ ?” จางซานและพวกที่เหลือต่างตกตะลึกหวาดหวั่นด้วยความกลัวระคนความเคียดแค้นชิงชังในตัวเกอซี

 

“หญิงน่ารังเกียจ ข้าจะ……อ๊าก อ๊าก อ๊าก—— !”

 

ความเจ็บแปลบแทรกผ่านเข้ามาในศีรษะกัดกร่อนเส้นประสาทถึงเนื้อในสมอง พวกมันทั้งหกพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายข่มกั้นฝืนความรู้สึกของตนไว้ หากแต่ความสามารถในการควบคุมร่างกายของพวกมันกลับเลือนหายไปสิ้น

 

วิธีการที่เกอซีใช้เชิดหุ่นมนุษย์นั้นย่อมหาใช่วิธีการแยกจิตวิญญาณออกจากร่างตามปกติทั่วไปที่เคยพบเห็นกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไร้คุณธรรมขัดต่อบัญชาสวรรค์ เพราะเมื่อผู้ใดถูกแยกจิตวิญญาณออกจากร่างแล้ว ไม่เพียงคนผู้นั้นจะมีชีวิตที่ไร้ความคิดความรู้สึกเป็นเพียงมนุษย์หุ่นเชิดอย่างสมบูรณ์ถาวรเท่านั้น พวกมันจะไม่อาจรวมจิตวิญญาณเพื่อการผุดเกิดได้อีกเลย

 

ส่วนวิธีการที่เกอซีใช้กับคนพวกนี้นั้น นางแค่เพียงต้องการใช้แท่งเข็มเงินไร้เงาเพื่อควบคุมการสั่งการจากสมองของพวกมันเท่านั้น เมื่อนางมอบโอสถขนานหนึ่งให้ พวกมันก็จะสามารถคืนสติการรับรู้ได้ในสภาพที่สลึมสลือทำให้พวกมันยอมน้อมรับและเชื่อฟังคำสั่งของนางทุกประการ

 

เมื่อใดที่เกอซีต้องการถอนอาคมสะกดวิญญาณคุมจิตให้พวกมันคืนสู่สภาวะปกตินางย่อมสามารถกระทำได้ทุกเมื่อที่ปรารถนา

 

ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป บ่าวรับใช้ทั้งหกอยู่ในสภาพที่น่าสยอง พวกมันนิ่งสงบ ในแววตาไร้ชีวิตจิตใจ สีหน้าไร้ความรู้สึก

 

เกอซีชำเลืองสายตาที่เย็นชาแลดูพวกมันที่คืบเข่าคลานเข้ามาหาปลายเท้าของนางก่อนจะก้มลงโขกศีรษะสนั่นพื้นพร้อมเอ่ยขาน “นายหญิง”

 

หญิงสาวจึงเริ่มต้นสั่งการ “จงจำไว้ว่านับแต่นี้ไป ไม่ว่าในเรือนเล็กแห่งนี้จะเกิดเรื่องใดขึ้น พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้แพร่งพรายออกไป ไม่ว่าจะเป็นต่อคนภายนอกหรือแม้กระทั่งคนของน่าหลาน !”

 

“ขอรับนายหญิง”

 

“ยังมีอีก หากข้าไม่อยู่ จงถือว่าแม่นมเฉินคือนายหญิงของพวกเจ้า จงเชื่อฟังคำสั่งของนาง พวกเจ้าได้ยินชัดไหม ?”

 

บ่าวรับใช้ทั้งหกต่างตอบรับขึ้นอย่างไม่แข็งขืน พวกมันหันไปโค้งคารวะแม่นมเฉินและหันกลับมาแสดงความเคารพต่อเกอซีผู้อยู่เบื้องหน้า

 

เกอซีโบกมือขึ้น “พวกเจ้าออกไปก่อน ส่วนหลี่ซีเจ้าจงคุ้มกันมันไว้อย่าให้หลุดรอดไปได้และอย่าให้มันตาย ข้ายังมีเรื่องต้องไถ่ถามจากมัน”

 

หลังจากให้ทุกคนออกไปจากห้องแล้ว เกอซีหันกายกลับมาหาแม่นมเฉินผู้มีน้ำตาเจิ่งนองบนสีหน้าที่ตกตะลึง

 

เกอซียกข้อมือแม่นมเฉินขึ้นตรวจจับเส้นชีพจรหาอาการบาดเจ็บที่ปรากฏในร่าง ทว่านางกลับต้องจ้องกลับไปด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ความงุนงงสงสัยฉายผ่านออกมาทางดวงหน้า

 

“แม่นม เส้นชีพจรปราณฝึกพลังของท่านถูกทำลายจนฉีกขาดกระนั้นหรือ ?”

 

เมื่อสมัยที่แม่นมเฉินถูกทำลายเส้นชีพจรปราณจนกลายเป็นผู้พิการที่ไม่อาจฝึกฝนพลังฝีมือได้นั้น คุณหนูยังเล็กนัก ย่อมจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นไม่ได้ อีกทั้งนางยังได้รับอาหารแค่เพียงพรรณพืชสกปรกที่ไร้สิ้นพลังกระแสจิตวิญญาณมาเนิ่นนานถึงสิบปีแล้ว จุดรวมกระแสพลังที่ตันเถียนของนางยามนี้ไม่ต่างอันใดกับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ด้วยเพราะผู้ลงมือคือคนผู้มีพลังฝีมือสูงส่งผู้นั้น เช่นนี้แล้วหมอผู้มีฝีมือการรักษาธรรมดาย่อมไม่อาจทำการรักษาอาการของนางได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวไปถึงอาการเจ็บป่วยที่แอบแฝงซ่อนเร้น เดิมที นางยังพอมีความหวังว่าจะมีผู้รักษาอาการบาดเจ็บของตนได้ หากแต่แม้กระทั่งท่านหมอในโรงโอสถจีเชิงแห่งนครเหยียนจิงยังถึงความสิ้นหวัง  เช่นนั้นแล้วนางคงทำได้แค่เพียงล้มเลิกความคิดจะฟื้นคืนสภาพร่างกาย ฟื้นฟูกระแสพลังปราณ ทว่าเหตุใดคุณหนูจึงรู้และเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า ?

 

***จบตอน  มีเพียงหุ่นเชิดเท่านั้นที่จะไม่ทรยศ***