ตอนที่ 56 เจ้าเรียกข้าว่าอวี้*ก็ได้

*อวี้ ในภาษาจีนแปลว่าเจิดจรัส สว่างไสว รุ่งเรือง รุ่งโรจน์   ส่วนหนานกงเป็นชื่อเมืองในปัจจุบันของจีน

*เกอซี แปลว่า สายนทีที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำ

 

“ปลายปิ่นปักผมนี่ถูกประทับอาคมไว้เช่นนั้นรึ ?”แม้จะเป็นเพียงคำถาม ทว่าน้ำเสียงกลับมั่นใจยิ่ง

หนานกงยวี่ใช้ฝ่ามือเดียวลากฝ่ามือจากด้านบนของปิ่นปักผมลงไปตลอดจนถึงปลายยามเมื่อกำลังตอบคำ“นี่คืออาคมประทับสะกดตามผู้ที่ใช้รอยประทับนี้จะแยกส่วนปฐมภูมิแห่งคลื่นพลังปราณบางส่วนของตนออกมาเชื่อมเข้ากับผู้ที่ตนต้องการสะกดรอย เช่นนั้นตราบเท่าที่เจ้ายังต้องอาคมแม้ตัวเจ้าจะแยกห่างออกไปไกลถึงพันลี้พวกมันย่อมสามารถติดตามหาตัวเจ้าได้โดยง่ายซีเยว่เจ้าช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย”

 

สีหน้าของเกอซีขุ่นมัวขึ้นได้ในทันใดริมฝีปากของนางย่นยู่เข้าหากันยามเมื่อกำลังใคร่ครวญคำกล่าวของชายหนุ่มโดยไม่เอ่ยวาจาใด

 

หนานกงยวี่ดูจะเข้าใจความงงงวยของเกอซีเขาจึงส่งสัญญาณมือให้ชิงหลงออกไปด้านนอกก่อนแล้วเอ่ยต่อ“เห็นชัดว่าเจ้ายังไม่เข้าใจว่าตนได้กระทำสิ่งใดลงไป”

 

นางทำอะไร ? ก็แค่ช่วยชีวิตคนกลางตลาดเพียงเท่านี้จำต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขนาดมีคนแยกแก่นพลังปราณออกมาเพื่อติดตามตัวนางเชียวล่ะหรือ ?เกอซีเงยหน้าจ้องมองชายหนุ่มด้วยนัยน์ตาค่อนข้างว่างเปล่าท่าทางของนางสุดที่จะบรรยายทั้งเซ่อซ่าทั้งน่ารักน่าเอ็นดู

 

แววตาของหนานกงยวี่ฉายรอยยิ้มน้อย ๆ  ออกมาวาบหนึ่ง ฉับพลันชายหนุ่มเหยียดยื่นฝ่ามือออกหยิกพวงแก้มเด็กสาว “เท่าที่ข้ารู้ตลอดทั่วทั้งดินแดนแถบทวีปหมีหลัวแห่งนี้มีเพียงหมอที่มีความสามารถในการรักษาถึงขั้นที่แปดเท่านั้นที่จะสามารถประสานกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ฉีกขาดได้ซึ่งหมอผู้มีระดับการรักษาในขั้นที่แปดนั้นจำต้องบรรลุถึงพลังปราณในขั้นห้าย้ายเคลื่อนจิตวิญญาณเป็นอย่างต่ำ อีกทั้งทุกคนในอาณาจักรจินหลิงล้วนไม่มีผู้ใดคิดฝันมาก่อนว่ากล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่ขาดสะบั้นจะสามารถผสานคืนใหม่ได้อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ธรรมดาเยี่ยงเจ้าที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธกลับสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่มีทางรักษาให้หายคืนได้ท่ามกลายสายตามากมายของทุกผู้คนเจ้ายังคิดว่าเรื่องนี้หาใช่เรื่องใหญ่อยู่อีกหรือไม่ ?”

 

เพียงได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเกอซีพลันตื่นตระหนกแม้นางจะไม่รู้เรื่องระดับขั้นทักษะในการรักษาของหมอที่กล่าวมาเลยหากแต่นางรู้ว่าระดับวิชาพลังปราณขั้นย้ายเคลื่อนจิตวิญญาณนั้นถือว่าเป็นระดับยอดฝีมือของผู้ฝึกยุทธ

 

“ทว่ายังนับว่าเจ้าพอจะฉลาดเฉลียวอยู่บ้างจึงไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาต่อหน้าฝูงชน”สายตาที่แผดเผาร้อนแรงของหนานกงยวี่ตวัดมาที่นาง ใบหน้าหล่อเหลาคมสันเนียนขาวดั่งปุยหิมะเอ่ยขึ้น “ลองตอบข้ามาสิหากตระกูลน่าหลานล่วงรู้ถึงความสามารถของเจ้าแล้ว พวกเขาจะยังกล้าโยนเจ้าทิ้งไว้ในเรือนหลังนั้นอยู่อีกหรือไม่ ?”

 

ใบหน้าเกอซีแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบขึ้นทันใด “องค์ชายราชันมัจจุราชท่านล้อเล่นแล้ว ข้าไม่มีความสัมพันธ์ใดกับสกุลน่าหลานแม้จะในอดีตหรือจะในอนาคตเบื้องหน้า”

 

นางกล่าวแทบจะยังไม่ทันจบประโยคฉับพลันเงาร่างดำทะมึนเบื้องหน้าปรากฏเด่นขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว หนานกงยวี่โน้มกายเข้ามาหาอย่างที่หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวพลางปักปิ่นปักผมหยกกลับคืนลงไปในมวยผมอย่างอ่อนโยน

 

เกอซีสัมผัสได้ถึงกรุ่นอายลมหายใจอุ่น ๆ ที่ผ่านกระทบผิวหน้าจนทำให้ภายในใจร้อนรนวุ่นวายกระทั่งหญิงหสาวต้องกระถดถอยหนี

 

หากแต่ข้อมือบางกลับถูกฝ่ามือที่อบอุ่นกว้างใหญ่ยึดกุมไว้หนานกงยวี่รั้งร่างของหญิงสาวเข้ามาหาอย่างนุ่มนวลมุมปากของเขายกยิ้มแห่งปีศาจร้ายทรงเสน่ห์ขณะที่น้ำเสียงกดบังคับไม่อนุญาตให้นางดื้อรั้น“ข้าบอกว่าข้าชื่อหนานกงยวี่เจ้าจะเรียกข้าว่าอวี้ก็ได้ ครั้งหน้าหากเจ้ายังเรียกข้าว่าองค์ชายราชันมัจจุราชอีก……..”

 

หนานกงยวี่ยังไม่ทันจะกล่าวจบฉับพลันใบหน้าที่จับจ้องเกอซีอยู่กลับยุ่งย่นชายหนุ่มคลายมือออกก่อนจะดึงแขนเสื้อของเกอซีขึ้นเผยให้เห็นรอยช้ำเลือดช้ำหนองสีม่วงที่ปกคลุมไปตลอดทั่วทั้งแขน

 

จิตแห่งอสูรร้ายที่นิทราอย่างสงบอยู่ภายในใจของชายหนุ่มพลันกระเพื่อมขึ้นมันคุกรุ่นผสมผสานไปกับความขุ่นเคืองคับแค้นใจอย่างเหนือคำพรรณนา

 

ความรู้สึกที่ไม่คุ้นชินเช่นนี้ทำให้ใบหน้าของหนานกงยวี่ขมวดมุ่นปลายนิ้วเรียวยาวเหยียดออกโค้งไล้สัมผัสไปตามรอยจ้ำสีม่วงอย่างอ่อนโยนแผ่วเบายามเมื่อเรียวนิ้วเลื่อนไล้ลงต้องสัมผัสชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นทั้งจั๊กจี้ประดุจถูกปลายขนนกอ่อนไล้ลูบไปมาตามซอกหัวใจ

 

เกอซีรู้สึกอึดอัดพิกลหญิงสาวรีบชักมือกลับพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่สุดแล้วท่านตามตัวข้ามาทำไม ?”

 

หนานกงยวี่ผู้กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความรู้สึกที่รัญจวนนุ่มละมุนจากสัมผัสแห่งผิวกายของนางหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย“หากไม่มีเรื่องสำคัญข้าจะพบเจ้าไม่ได้กระนั้นหรือ ?”

 

ใต้หล้านี้บรรดาสตรีนับไม่ถ้วนล้วนพากันต่อสู้แย่งชิงกันอย่างสุดความสามารถเพื่อหมายจะได้พบเจอเขาหากแต่มิคาดคิดเลยว่าสาวน้อยผู้นี้จะกล้าละเลยเพิกเฉยต่อความอาวรณ์ของเขาได้

 

เกอซีลุกขึ้นยกยิ้มที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก“องค์ชายราชันมัจจุราชพระองค์คงจะมีราชภารกิจมากมายกระหม่อมผู้ต้อยต่ำมิอาจเอื้อมทำให้พระองค์ต้องสูญเวลาที่ทรงค่าเมื่อไม่มีอันใดแล้วกระหม่อมทูลลา”

 

 

***จบตอน เจ้าเรียกข้าว่าอวี้ก็ได้***