ตอนที่ 6 ราชันมัจจุราชเคลื่อนย้ายไร้เงาสยบจิตวิญญาณ

บานประตูลูกกรงถูกแง้มออก สุกรอ้วนคลั่งกามผู้นั้นกลับกระเด็นกลิ้งเกลือกเสือกไสไปตามผิวพื้น ! เปลือกตาทั้งคู่ของดรุณีน้อยยังคงทาบกันสนิท แม้ในยามที่บุรุษผู้นั้นรับรู้ถึงแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงที่กลางแผ่นอก

 

ยามที่ฝ่ามือของเขากำลังจะสัมผัสต้องอาภรณ์ของดรุณีน้อยนางนี้ เขารู้สึกอย่างล้ำลึกถึงความล้ำค่าแห่งสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นกลับพบว่าตนถูกส่งลอยกระเด็นร้องลั่นออกมานอกกรงขังเสียแล้ว

 

ลูกถีบอย่างเต็มแรงของนางช่วยส่งให้ร่างของจูจงป้ากลิ้งหลุน ๆ  หมุนกลมราวกับถังหมักสุราใบโต กระทั่งร่างตันนั้นร่วงหล่นจากขอบเวทีกระแทกพื้นเสียงดังโครม

 

เหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่นี้ สร้างความตกตะลึงพรึงเพริด กระทั่งทั่วทั้งห้องประมูลใหญ่นั้นตกอยู่ในความเงียบเชียบราวกับสุสานฝังซากร่างผู้ไร้วิญญาณ

 

ซึ่งนั่นย่อมไม่เว้นแม้กระทั่งหวูอวี้ผู้มักมีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา ยามนี้ภายในดวงตาคู่นั้นยังฉายอาการแห่งความฉงนสนเท่ห์ขึ้นมาวาบหนึ่ง

 

ทุกสายตาที่เต็มไปด้วยความโง่งมต่างพากันจับจ้องไปยังสตรีร่างน้อยผู้กำลังค่อย ๆ ขยับกายขึ้นอย่างไม่รีบร้อน โซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้านั้นยามนี้กลับมิอาจแลเห็นได้ นางผู้ไร้สิ้นรอยขีดข่วนแม้เพียงน้อยค่อย ๆ  ย่างกรายออกมาจากกรงขังสีทองสว่างนั้น

 

เรือนร่างที่แบบบาง ผิวเนื้ออันซีดเซียวอิดโรยครอบครองรูปโฉมแห่งความธรรมดาสามัญ หากทว่าดวงตาอันดำขลับล้ำลึกอย่างมิอาจจะหยั่งถึงนั้นกลับเยียบเย็นเหน็บหนาว เพียงถูกสายตาคู่นั้นมองกวาดจิตวิญญาณของเหล่าบรรดาผู้มาร่วมประชุมถึงกับสั่นสะท้านไหว

 

เกอซียกฝ่ามืออีกข้างขึ้นกุมข้อมือที่ปรากฏรอยจ้ำสีแดงจากการถูกร้อยรัดไว้ด้วยโซ่ตรวนให้ขยับหมุนไปมาเล็กน้อย ร่างของนางยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบุรุษเจ้าเนื้อผู้กำลังนอนพังพาบกองอยู่กับพื้นราวคางคกที่น่ารังเกียจ วาจาเย้ยหยันถูกเปล่งออกมา “เจ้าหมายจะฉกฉวยเอาประโยชน์จากร่างของข้ากระนั้นหรือ ? เช่นนั้นจงแสดงให้ข้าเห็นสิว่าคนเยี่ยงเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ !”

 

น้ำเสียงของดรุณีน้อยช่างแจ่มกระจ่างหวานใสระรื่นหูราวกังสดาลอันเสนาะจิตที่ปลุกกระตุ้นเตือนสำนึกแห่งผู้คนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์

 

“สวรรค์ นางหลุดออกมาจากกรงขังได้เช่นไร ? นางถูกโซ่ตรวนเหล็กที่คนธรรมดาสามัญไร้พลังยุทธมิอาจทำลายลงได้ ร้อยรัดไว้มิใช่หรือ ?”

 

“พลังฝีมือของคุณชายจูยามนี้อยู่ในระดับสูงสุดแห่งกำลังปราณขั้นที่หนึ่งเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มก็แล้วเหตุใดเขาจึงถูกถีบกระเด็นออกมาในสภาพที่น่าเอน็จอนาถราวกับเป็นผู้ไร้ฝีมือได้ถึงเพียงนี้ ?”

 

“เมื่อครู่ข้าไม่รู้สึกถึงกระแสปราณแห่งพลังใด ๆ ที่แผ่ออกมาจากเรือนกายของนางผู้นั้นทั้งสิ้น แล้วเหตุใดนางจึงสามารถออกแรงถีบคุณชายจูได้หนักหน่วงถึงเพียงนี้ ?”

 

เสียงถกเถียงโต้กันไปมาอึงคะนึงส่งรับกันจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่งอย่างไร้ทีท่าจะหยุดลงโดยง่าย สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องสตรีร่างน้อยผู้นั้นประหนึ่งสัตว์อสูรกาย

 

เพิ่งจะยามนี้เองที่เหล่าอารักขาของจูจงป้าสำนึกขึ้นได้ พวกมันรีบรุดเข้าไปช่วยประคองร่างอันท้วมอืดของคุณชายน้อยให้หยัดยืนขึ้น

จูจงป้าร้องสั่งดังก้อง “พวกเจ้ามันสวะทั้งสิ้น มัวมายืนเสนอหน้าทำอันใดอยู่ ? ! รีบไปจับหญิงน่ารังเกียจผู้นั้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ กลับถึงจวนเมื่อไหร่ข้าจะลงมือสั่งสอนนางให้หลาบจำทีเดียว !”

 

อารักขาทั้งสี่นายตรงเข้าโอบล้อมดรุณีน้อยที่อ่อนแอบอบบางผู้นั้นไว้

 

ฉากการห้ำหั่นที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นคงมิต้องคาดเดาแต่ประการใด ช่างเป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือในการจัดการทาสสาวผู้นี้

 

นั่นเป็นความคิดในใจของบรรดาผู้ชมที่กำลังจดจ้องไม่วางตา

 

แม้สตรีนางน้อยผู้นั้นจะเป็นผู้มีทักษะพอตนอยู่ประมาณหนึ่ง หากแต่อีกฝ่ายคือผู้ที่มีพลังฝีมือระดับต้นของกำลังปราณขั้นสองปฐมภูมิโลกันตร์

 

ในดินแดนแถบทวีปหมีหลัวนั้นได้จัดลำดับขั้นความสามารถแห่งการฝึกฝนพลังปราณไว้ดังนี้

 

ขั้นที่ 1. กำลังปราณขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม

ขั้นที่ 2. กำลังปราณขั้นปฐมภูมิโลกันตร์

ขั้นที่ 3. กำลังปราณขั้นพลิกผันอเวจี

ขั้นที่ 4. กำลังปราณขั้นปฐพีสะท้านสะเทือน

ขั้นที่ 5. กำลังปราณขั้นย้ายเคลื่อนจิตวิญญาณ

ขั้นที่ 6. กำลังปราณขั้นเปิดม่านฟ้าดิน

ขั้นที่ 7.กำลังปราณขั้นทะลวงสิ้นโลกสาม

ขั้นที่ 8. กำลังปราณขั้นก้าวข้ามสูญญภพ

ขั้นที่ 9. กำลังปราณขั้นสยบทั้งจักรวาล

 

แม้บรรดาเหล่าผู้ร่วมชมทั้งหลายจะรู้สึกเวทนาในชะตากรรมของเกอซีหากแต่ก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น เมื่อจะได้เห็นการแสดงชุดใหญ่อันน่าตื่นตาที่กำลังจะเปิดฉากการแสดง

 

มุมปากของเกอซียกโค้งขึ้นประดุจดั่งรอยแย้มสรวลแห่งนางปีศาจร้าย นางค่อย ๆ ยกเรียวแขนขึ้นสูง ท่าทียังคงสงบนิ่งไร้สิ้นความร้อนรน

 

ลำแสงเจิดจ้าที่จับสะท้อนลงมายังกลางเวทีนั้นสว่างพร่างตากระทั่งไม่มีผู้ใดเห็นสิ่งที่อยู่ระหว่างนิ้วที่เรียวงามทั้งห้านั้น เข็มเงินทั้งสี่ที่สุกสกาวจนโปร่งแสงถูกแทรกไว้ในระหว่างเรียวนิ้วทั้งหมดนั่น

 

เข็มเงินพวกนี้เล็กบางขนาดเท่าปลายเส้นผมที่ละเอียดอ่อน หากแต่จะอย่างไรเสีย มันยังคงความเป็นเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะแทรกผ่านผิวกายทะลุทะลวงทิ่มแทงลงไปได้ถึงชั้นกระดูก

 

ยามที่เกอซีตื่นขึ้นจากภวังค์และพบว่าจิตวิญญาณของตนได้ถูกนำมาที่ดินแดนแห่งนี้ นางก็พบว่ามิติเวทที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างของตนนั้นมิได้สูญสลายไปด้วย อีกทั้งแท่งเข็มเงินไร้เงาก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในมิติเวทของนางด้วยเช่นกัน

 

ราชันมัจจุราชเคลื่อนย้ายไร้เงาสยบจิตวิญญาณ ! อาวุธอันทรงอานุภาพร้ายกาจ เพื่อปลิดชีวิตเด็ดลมหายใจ !

 

อารักขาทั้งสี่นายชักกระบี่เหินเวหาออกจากฝักไล่เรียงตามกันมา คมกระบี่ฝีมือกระจอก

 

พวกมันทั้งสี่แสยะยิ้มด้วยสายตาอันเหี้ยมเกรียม เมื่อมองไปยังสาวน้อยผู้ยืนอยู่ใจกลางวงล้อม

 

ในสายตาของเหล่าผู้ฝึกยุทธทั้งหลาย คนธรรมดาสามัญย่อมไม่ต่างกับบรรดามดปลวกที่พวกเขาจะทำเช่นไรก็ย่อมได้

 

เมื่อกระบี่เหินเวหาถูกถ่ายเทพลังจากกระแสปราณที่ควบรวมในกายของพวกมันแล้ว คมกระบี่ก็พุ่งตรงเข้าโจมตีสาวน้อยตรงหน้า ร่างของเกอซีขยับเคลื่อนในทันที !

 

***จบตอน ราชันมัจจุราชเคลื่อนย้ายไร้เงาสยบจิตวิญญาณ***