ตอนที่ 13 ท่านพ่อดูจะมิใช่คนดี

ม่อชีชีลอบกลอกตาก่อนที่จะหันมาเผชิญหน้ากับเขาพร้อมส่งยิ้มสดใส

 

“ฝ่าบาท ทรงมีพระประสงค์สิ่งใดอีกหรือเพคะ ?”

 

จวินเชียนเช่อบังคับม่อชีชีให้หย่อนกายลงนั่งหน้าคันฉ่องทองแดง จากนั้นเขาก็ใช้หวีช่วยสางเรือนผมที่ดำขลับของนาง

 

ม่อชีชีแสร้งเป็นปลื้มอย่างเหลือล้นพลางกล่าวว่า

 

“ฝ่าบาท งานเช่นนี้ปั้นเซียงมีฝีมือเป็นที่สุดเพคะ หม่อมฉันมิบังอาจให้พระองค์ต้องทรงลำบาก” 

 

หรือว่านี่จะเป็นเมตตาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเชือดทิ้ง ดูอย่างนักโทษประหารสิ พวกเขาก็จะได้กินของดี ๆ ก่อนที่จะโบกมืออำลาโลกนี้ตลอดกาล

 

จวินเชียนเช่อกราดสายพระเนตรไปมองปั้นเซียงเพียงครั้ง ปั้นเซียงก็เข้าใจ นางรีบก้าวเข้ามารับหวีไม้ไปจากพระหัตถ์อย่างรวดเร็ว

 

“มวยผมทรงสูงให้ฮองเฮาด้วย” จวินเชียนเช่อมีรับสั่งอย่างเย็นชา

 

ม่อชีชีรีบร้อนปฏิเสธ

 

“นี่ก็ดึกดื่นแล้ว ไยต้องมวยผมทรงสูงด้วยเพคะ ? ทันทีที่หม่อมฉันกลับถึงตำหนักหม่อมฉันก็ต้องปล่อยผมอยู่ดี มันน่ารำคาญจะตายเพคะ”

 

จวินเชียนเช่อตวัดสายพระเนตรเย็นชากลับมามอง ส่งผลให้ม่อชีชีหุบปากสนิท

 

ปั้นเซียงพยายามมวยผมอย่างประณีตงดงามที่สุดให้แก่ม่อชีชี ท้ายสุดก็หยิบปิ่นทองขึ้นปักเรือนผมให้นาง

 

ครั้นเห็นเช่นนี้ จวินเชียนเช่อก็หยิบไข่มุกเม็ดงาม 2 เม็ด ประดับลงบนศีรษะของนาง เรือนผมที่ดำขลับของนางตัดกับประกายแวววาวของไข่มุกยิ่งเสริมส่งความงดงาม นัยน์ตาคู่สวย จับจ้องความงดงามที่เปี่ยมล้น รอยยิ้มเล็ก ๆ พลันปรากฏ

 

ม่อชีชีต้องยอมรับว่า ไข่มุกนี้เหมาะกับทรงผม และอาภรณ์ชุดนี้ยิ่งกว่าเครื่องประดับอื่นเป็นไหน ๆ จวินเชียนเช่อสมแล้วที่ผ่านสตรีมามากมาย วิสัยทัศน์ทางด้านความงามของเขาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปจริงๆ 

 

ปั้นเซียงรีบกล่าวเยินยอทันที

 

“ฮองเฮาเพคะ คืนนี้พระนางงามมากเพคะ”

 

จวินเชียนเช่อกวาดสายพระเนตรมองม่อชีชีตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะรับสั่งสั้น ๆ ว่า

 

“ไปได้ !”

 

ม่อชีชีงงงวย “ไป ไปไหน ตำหนักเฟิ่งหยางรึเพคะ ?”

 

“ตำหนักฉางเล่อ” จวินเชียนเช่อมีรับสั่งง่าย ๆ

 

ม่อชีชียิ่งสับสน “ไยหม่อมฉันต้องไปที่ตำหนักฉางเล่อด้วยล่ะเพคะ ? อย่าบอกนะว่าพระองค์จะให้หม่อมฉันเข้าร่วมงานพระราชทานเลี้ยง ?”

 

“เจ้าเป็นฮองเฮาของเรามิใช่รึ ?”

 

จวินเชียนเช่อยังคงรักษาสีพระพักตร์น้ำแข็งพันปีไว้ได้นับแต่ต้นจนจบ

 

ม่อชีชีขยับกายลุกขึ้นพลางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

 

“หม่อมฉันไม่ไปจะได้หรือไม่เพคะ ? หม่อมฉันไม่ใคร่ชอบบรรยากาศที่ครึกครื้นเช่นนั้น”

 

ย่อมเป็นการดีกว่าหากจะได้ใช้เวลาที่เหลือ ค้นหาหนทางกลับบ้าน กลับไปสู่ยุคสมัยของตนเอง

 

ทีท่าของจวินเชียนเช่อมิอาจคาดเดา เขาจ้องมองนางเงียบ ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นโฉบผ่านใบหน้าของนางอย่างรวดเร็ว มือนั้นตวัดเข้าที่หลังคอ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะโน้มตามลงมาจูบลำคอระหง

 

ครั้นเห็นเช่นนี้ ปั้นเซียงก็อมยิ้ม พร้อมกับก้าวหลบไปอย่างเงียบ ๆ 

 

ม่อชีชีตะลึงงัน ก่อนที่จะทันได้ผลักเขาออกไป ความเจ็บแปลบก็แล่นปราดบริเวณลำคอ นางผลักเขาทันที พร้อมกันนั้นก็ยกมือขึ้นกุมลำคอ

 

“ทรงเป็นผีดูดเลือดหรือไง ? ถึงได้ดูดคอของหม่อมฉันเช่นนี้ !”

 

จวินเชียนเช่อไม่ตอบคำ ทั้งยังเป็นฝ่ายย้อนถาม

 

“หรือว่าฮองเฮาไม่ต้องการพบหน้าเจิ้นกว๋อกง* ? ทว่าเขาต้องการพบหน้าธิดาของตนนะ”

*เจิ้นกว๋อกง หรือพระสสุระ (พ่อตา)

 

โดยไม่พูดไม่จาจวินเชียนเช่อก็ลากตัวม่อชีชีให้ก้าวติดตามเขาทันที

 

ยามนี้ไทเฮาประทับอยู่ในพระตำหนักฉางเล่อเรียบร้อยแล้ว บรรดาขุนนางอำมาตย์รวมไปถึงเหล่าพระสนมพระชายาต่างก็รออยู่นานแล้วเช่นกัน หลังจากสิ้นคำประกาศ ฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จจูงมือกันเข้ามา

 

ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นกล่าวคำถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง

 

“ถวายพระพรฮ่องเต้ ถวายพระพรฮองเฮา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”

 

จวินเชียนเช่อก้าวนำม่อชีชีไปนั่งยังที่ประทับของตน จากนั้นก็หันกลับมามองฝูงชน ก่อนจะมีรับสั่งเรียบ ๆ ว่า

 

“ทุกคนนั่งลงได้”

 

ทุกคนต่างก็นั่งประจำที่ทันที ยามนี้ไทเฮาผู้ซึ่งฉลององค์อย่างหรูหรากลับดูไม่ค่อยจะพอพระทัยนัก เมื่อทอดพระเนตรแลเห็นฮ่องเต้และฮองเฮาประทับคู่กัน 

 

“ไยฮ่องเต้ และฮองเฮาจึงได้เสด็จมาเอาป่านนี้ ? ไม่รู้หรือไรว่า ทุกคนรออยู่นานมากแล้ว”

 

จวินเชียนเช่อหันไปมองม่อชีชี พลันรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งก็ปรากฏ สุรเสียงอบอุ่นดังตามมา

 

“ฮองเฮาและเราเสียเวลาที่สระมังกรนานไปหน่อย เลยมาช้า”

 

นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มของจวินเชียนเช่อ ม่อชีชีต้องยอมรับว่าเสน่ห์เขาล้นเหลือเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้รู้สึกหวาดกลัวความอบอุ่นของเขาอย่างฉับพลัน

 

ครั้นทุกคนได้ยินรับสั่งของฮ่องเต้ สายตาของพวกเขาต่างก็ย้ายมาจับจ้องม่อชีชี ยิ่งได้เห็นรอยจุมพิตบนลำคอระหง ทุกคนต่างก็จินตนาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่สระมังกร

 

ชั่วขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนในชุดเกราะก็ลุกขึ้นยืน เขาดูทรงพลัง เปี่ยมด้วยอำนาจ เขามองฮ่องเต้และฮองเฮาด้วยรอยยิ้มพึงใจ ก่อนจะกล่าวว่า

 

“ฮ่องเต้ฮองเฮาทรงมีรักลึกซึ้งต่อกัน กระทั่งทำให้ทุกผู้คนต่างก็อิจฉา สิ่งนี้ประหนึ่งพรแด่ไพร่ฟ้าทั่วแคว้นฮวาเฉิน”

 

ม่อชีชีมองชายชราผู้ลุกขึ้นยืนกล่าวคำ นางอดไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาปั้นเซียง นางกระซิบกล่าวคำ 

 

“ชายชราผู้นี้แลดูชั่วร้าย แม้เขาจะสูงวัยแล้วก็ตามที แต่จากคำพูดคำจาของเขา ความองอาจของเขา ท่วงท่าของเขา แม้แต่คนหนุ่มสาวก็ไม่อาจกลบรัศมีเขาได้ มองตาเขาสิ ช่างเฉียบคม แม้แต่กิริยาท่าทางขณะพูดยังแฝงความเย็นชา ยังคิ้วที่คมเข้มนั่นอีกเล่า ปลายหางตาของเขาอีก ทั้งหมดทั้งมวลนั่นล้วนบ่งบอกว่าเขาร้ายกาจ เพียงมองแวบเดียว ข้าก็บอกได้ว่าชายผู้นี้เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เขาไม่ใช่คนดีนักหรอก”

 

ปั้นเซียงโน้มกายเข้าหาม่อชีชีพลางกระซิบ

 

“ทูลฮองเฮา นั่นก็คือเจิ้นกว๋อกง พระบิดาของพระนางเพคะ”

 

***จบตอน ท่านพ่อดูจะมิใช่คนดี***

Novel
Novel