ตอนที่ 16 พระโอษฐ์มีคราบโลหิต

จู่ ๆ ม่อชีชีก็รู้สึกราวกับถูกใบมีดที่ทั้งคมทั้งเฉียบเย็นทิ่มแทงเข้าใส่ นางสะบัดหน้าหันกลับมามองทันที สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือสายพระเนตรประหัตประหารของจวินเชียนเช่อ นางรีบโน้มกายเข้าหาเขาพลางกล่าวว่า 

 

“เฮ้ !เฮ้ ! ถึงแม้ว่าอ๋องชีเสียน จะรูปงาม ทว่าเมื่อเทียบกับฝ่าบาทแล้วก็ยังเป็นรองอยู่เล็กน้อยนะเพคะ”

 

จวินเชียนเช่อจ้องมองนาง พลางยกยิ้มเล็กน้อย  แค่นั้นก็ทำให้หัวใจของม่อชีชีตกไปอยู่ที่ตาตุ่มได้แล้ว 

 

“อย่าลืมล่ะว่าเจ้าอยู่ในฐานะใด”

 

ฉากนี้ เมื่อมองจากสายตาคนภายนอกแล้ว พวกเขากลับรู้สึกว่าเป็นฉากหยอกเย้าที่น่ารักมากระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮา

 

ครั้นเห็นภาพเบื้องหน้า ประกายซับซ้อนพลันปรากฏในแววตาของอ๋องชีเสียน ทว่าก็วาบหายอย่างรวดเร็ว กระทั่งไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น ท่านอ๋องก้าวขึ้นเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวถวายพระพร

 

“ถวายพระพรฮ่องเต้ ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงมีพระชนมายุหมื่นปี หมื่นหมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ”

 

จวินเชียนเช่อทอดพระเนตรมองอ๋องชีเสียน พลางรับสั่งอย่างไม่ถือองค์ว่า

 

“ไม่ต้องมากพิธี เสด็จอาเจ็ด”

 

เพียงพระสุรเสียงเยือกเย็นของฮ่องเต้ก็สามารถสยบผู้คนทั่วหล้า

 

ครั้นม่อชีชีได้ยินรับสั่งที่จวินเชียนเช่อมีต่อท่านอ๋อง นางก็เกือบสำลักน้ำลายตนเอง นางโน้มกายเข้าหาปั้นเซียงพลางกระซิบกระซาบ

 

“ปั้นเซียง อ๋องชีเสียนผู้นี้มิใช่พระเชษฐาของฝ่าบาทหรอกรึ ?”

 

ปั้นเซียงกระซิบตอบกลับมา

 

“ทูลฮองเฮา ท่านอ๋องชีเสียน คือโอรสองค์สุดท้ายของจักรพรรดิเฉินหวู่เพคะ พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเป็นที่สุด แม้ว่าท่านอ๋องจะทรงมีพระชนมายุมากกว่าฝ่าบาทเพียง 3 ชันษา หากก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นพระญาติผู้ใหญ่ของฝ่าบาท ฮองเฮาเพคะ นี่พระนางลืม กระทั่งท่านอ๋องชีเสียนหรือเพคะ ?” 

 

ปั้นเซียงกะพริบตาราวกับไม่อยากจะเชื่อ

 

ม่อชีชีลูบศีรษะตนเองอย่างเก้อ ๆ พลางกล่าว 

 

“นับแต่พลัดตกจากหอชมจันทร์ ข้าก็ลืมเลือนเรื่องราวมากมาย” 

 

ดูจากสีหน้าท่าทางของปั้นเซียงแล้ว ราวกับว่านางไม่ควรที่จะลืมท่านอ๋องผู้นี้

 

แสร้งความจำเสื่อมดูจะเป็นอุบายที่ล้ำเลิศสำหรับผู้ที่จำต้องเดินทางข้ามมิติเช่นนาง นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด หาไม่หากนางบอกความจริงว่าวิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่วิญญาณเดิม ผู้คนคงจะคิดว่านางเป็นนางปีศาจคงไม่แคล้วจับนางบูชายัญ !

 

ครั้นปั้นเซียงเห็นความขุ่นข้องบนสีหน้าของนายตน นางก็รีบกล่าวอย่างใจหายใจคว่ำว่า 

 

“อย่ากังวลเลยเพคะ ฮองเฮา หม่อมฉันอยู่ตรงนี้ หากทรงสงสัยเรื่องใด ทรงรับสั่งถามหม่อมฉันได้เพคะ !”

 

 ม่อชีชีหยิกแก้มปั้นเซียงด้วยความเอ็นดู พลางกล่าว

 

“เจ้านี่น่ารักจริง ๆ”

 

“ลำบากเสด็จอาเจ็ดแล้ว ที่ต้องไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวเจียงหนานภายใต้นามของเรา จัดที่รับรองให้อ๋องเจ็ด”

 

“ในฐานะข้าราชสำนัก การได้แบ่งเบาภาระของพระองค์นับเป็นหน้าที่ กระหม่อมมิบังอาจคิดว่าเป็นการลำบากพ่ะย่ะค่ะ”

 

สุรเสียงของอ๋องเจ็ดอ่อนโยนลุ่มลึก ราวกับแสงตะวันอันอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นมิตร ท่านอ๋องก้าวตรงไปนั่งยังสถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียม 

 

จวินเชียนเช่อยกจอกสุราขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งมีรับสั่งว่า

 

“เจิ้นกว๋อกง และท่านอ๋องชีเสียนนับได้ว่าต่างก็มีผลงานทั้งคู่ วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงสองข่าว เชิญทุกท่านร่วมดื่มให้ทั้งคู่” 

 

บรรดาขุนนางต่างก็ยกจอกสุราของตนขึ้น พร้อมกล่าวเป็นเสียงเดียว 

 

“ขอแสดงความยินดีกับเจิ้นกว๋อกง ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องชีเสียน” 

 

ภายหลังจากที่ท่านอ๋องชีเสียนดื่มสุราพระราชทาน สายพระเนตรของเขาก็ย้ายไปจับจ้องม่อชีชี บังเอิญกับที่ม่อชีชีเงยหน้าขึ้น ทั้งสองจึงสบตากันพอดี

 

ครั้นได้สบตา ม่อชีชีก็พบประกายกังวลในแววตาท่านอ๋องหนุ่ม แววตาคู่นั้นมีทั้งความปวดร้าวใจ ที่แฝงไว้ด้วยความรักความอ่อนโยน ม่อชีชีรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็น ทันทีที่รู้สึกตัว นางก็รีบกราดสายตาผ่านอย่างรวดเร็ว

 

หยางซื่อหานมองจวินเชียนเช่อด้วยความประหลาดใจ

 

“ฝ่าบาท เหตุใดพระโอษฐ์ถึงมีคราบโลหิตได้ล่ะเพคะ ?”

 

จวินเชียนเช่อหันกลับไปมองม่อชีชี

 

***จบตอน พระโอษฐ์มีคราบโลหิต***

Novel
Novel