ตอนที่ 29 เจ้าตำหนิเรา

ม่อชีชีสังเกตได้ถึงสายพระเนตรของเขา นางรีบยกมือขึ้นปิดหน้าอกอย่างรวดเร็ว

 

“พระองค์ ทอดพระเนตรสิ่งใดเพคะ ?”

 

ชายแขนเสื้อสะบัดพริ้ว เผยให้เห็นท่อนแขนนวลเนียน อีกทั้งกำไลหยกดอกโบตั๋นที่แลดูงดงามสะดุดตา 

 

ความโกรธภายในใจของจวินเชียนเช่อปะทุขึ้นทันที

 

ม่อชีชี สังเกตเห็นใบหน้าของเขาเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ นางเริ่มรู้สึกขยาด นางกล่าวขึ้นเบา ๆ ว่า

 

“ฝ่าบาท อนุญาตให้หม่อมฉันออกไปต้มโจ๊กถวายเถิดเพคะ ไม่ว่าผู้ใดหากได้กินโจ๊กของหม่อมฉันเป็นต้องชอบ ฝ่าบาทจะต้องพอพระทัยอย่างแน่นอน”

 

จวินเชียนเช่อบีบข้อมือของนาง ในแววตาของเขาเปล่งประกายอันตราย น้ำเสียงเย็นชาขณะเอ่ยถาม

 

“ผู้ใดเคยกินโจ๊กของเจ้ามาแล้วบ้าง ? เสด็จอาเจ็ดงั้นรึ ?” 

 

“เสด็จอาเจ็ด ?”

 

ม่อชีชีสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ สายตาของนางตกลงบนกำไลหยกขาวที่อยู่ในข้อมือ นางแอบคิด : อย่าบอกนะว่าเขารู้ว่ากำไลหยกขาวนี้ได้มาจากเสด็จอาเจ็ด ? หากเป็นเช่นนั้น เรื่องที่นางโกหกก่อนหน้านี้ว่าไม่รับของกำนัลก็นับได้ว่าหลอกลวงเบื้องสูงสิเนี่ย ? นางทำไปแล้ว จะแก้ตัวยังไงล่ะทีเนี้ย ? ประเดี๋ยวก่อน นางไม่ควรจะตื่นตกใจ  กำไลนี้มาจากเจียงหนาน ไม่น่าเป็นไปได้ว่าฮ่องเต้จะเคยทอดพระเนตรเห็นมาก่อน อีกทั้งท่านอ๋องชีเสียนก็เพิ่งมอบเป็นของกำนัลให้นางเมื่อวานนี้เอง มีเพียงนาง ท่านอ๋องชีเสียน และปั้นเซียงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ไม่มีทางที่จวินเชียนเช่อจะรู้เรื่องนี้ บางทีที่เขาถามเรื่องนี้อาจเป็นเพราะ เขาไม่พอใจที่นางได้พบกับท่านอ๋องชีเสียนเมื่อวานนี้  บางทีอาจไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับกำไลหยกขาวนี้ก็เป็นได้ ใจเย็น ใจเย็น อย่าตระหนก

 

นางมองจวินเชียนเช่อพลางหัวเราะอย่างมีเสน่ห์

 

“ฝ่าบาท  ทรงรับสั่งเรื่องอะไรเพคะ ? ไยหม่อมฉันต้องต้มโจ๊กให้ท่านอ๋องชีเสียนด้วย ? หม่อมฉันต้มโจ๊กให้บิดามารดารวมถึงพี่ชายของหม่อมฉันเท่านั้น ผู้อื่นไม่คู่ควรที่จะได้ลิ้มรสหรอกเพคะ ทว่าหากฝ่าบาท ทรงมีพระประสงค์จะลองชิม หม่อมฉันก็ยินดีที่จะปรุงถวายเพคะ”

 

จวินเชียนเช่อผลักนางออกอย่างเย็นชา 

 

“ไม่จำเป็น เรายังไม่หิว ฝนหมึกของเจ้าต่อไปเถอะ”

 

ครั้นนางได้ยินคำว่า ‘ฝนหมึก’ ม่อชีชีก็ก้าวไปยืนข้างเขาอย่างไม่เต็มใจ พลางก้มหน้าฝนหมึกต่อไป และแล้วนางก็นึกขึ้นมาได้ นางเอ่ยถามว่า

 

“ฝ่าบาท พระองค์กำลังทรงพระประชวรอยู่นะเพคะ เหตุใดน้องหญิงหยางไม่มาถวายการดูแล ?”

 

จวินเชียนเช่อมองนางด้วยสายตาเย็นชา

 

“เจ้ากำลังจะหมายสิ่งใด ?”

 

ม่อชีชียิ้มอย่างอึดอัดใจ

 

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้หมายอะไรทั้งนั้นเพคะ หม่อมฉันเพียงอยากทูลถามพระองค์ว่า ทักษะในการฝนหมึกของน้องหญิงหยางนั้นดีเพียงใด ?”

 

จวินเชียนเช่อกล่าวอย่างเย็นชา

 

“ซื่อหานฝนหมึกได้ดีจริง ๆ เจ้าควรที่จะเรียนรู้จากนาง”

 

“แหะแหะ ฝ่าบาท หม่อมฉันไร้พรสวรรค์ด้านการฝนหมึก  ในเมื่อน้องหญิงหยางนั้นทำได้ดี ทั้งยังต้องตามพระประสงค์ ก็แล้วเหตุใดพระองค์ไม่ให้น้องหญิงหยางฝนหมึกถวายเล่าเพคะ ? หม่อมฉันฝนหมึกอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย เช่นนั้นเหตุใดไม่ส่งคนไปเชิญน้องหญิงหยางมา หากมีน้องหญิงหยางอยู่ที่นี่ พระอารมณ์ของพระองค์ก็จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ครั้นพระอารมณ์ดีขึ้น พระอาการประชวรก็ย่อมจะดีขึ้นในเร็ววัน ราชภารกิจก็จะได้รับการสะสางอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ภายหลังจากหมดเรื่องยุ่ง ๆ นั้นแล้ว พระองค์และน้องหญิงหยางก็จะได้กระหนุงกระหนิงกัน เรียกได้ว่าเคลื่อนไหวเพียงครั้ง ก็ยังความสำเร็จถึงสามประการ ไยจะไม่ใช่วิธีที่ดีเล่าเพคะ !”

 

เจ้ายังตำหนิเราเรื่องรับซื่อหานเข้าฝ่ายในกระนั้นรึ ? น้ำเสียงของจวินเชียนเช่อราบเรียบ 

 

***จบตอน เจ้าตำหนิเรา***

Novel
Novel