บทนำ

ณ แคว้นฮวาเฉินปีหย่งเชิ่งที่ 2 ฤดูใบไม้ผลิ

ขณะที่ฮ่องเต้เสด็จออกเยี่ยมเยียนราษฎร์ ฮองเฮาก็ฉวยโอกาสนี้ลอบมีสัมพันธ์กับบุรษบนหอชมจันทร์ ฮ่องเต้เองก็ทรงรู้ว่าถูกฮองเฮาสวมหมวกเขียว*ให้ ทั่วทั้งวังยามนี้กำลังปั่นป่วนราวกับถูกพายุฟาดกระหน่ำ

 

ณ บริเวณชั้นสองของหอชมจันทร์ ภายในห้องบรรทม เสียงหอบกระเส่าของหญิงสาวผสมผสานไปกับเสียงหายใจหนักหน่วงของชายหนุ่มผู้กำลังบรรเลงเพลงสวาทอย่างหื่นกระหาย กระทั่งแท่นบรรทมหลังใหญ่ซึ่งสลักลวดลายมังกรเคียงหงส์โยกคลอน เสื้อผ้าอาภรณ์ถูกโยนทิ้งกระจัดกระจายหน้าแท่นบรรทม

 

“ปัง !” ประตูถูกถีบกระเด็น  บุรุษหนุ่มรูปงามผู้เย็นชาย่างฝ่าเท้าก้าวเข้ามาภายในห้อง

 

ภาพที่สะท้อนเข้าสู่คลองสายตา ก็คือสองร่างที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงนัวเนียกันอย่างเมามัน ครั้นเห็นภาพที่ปรากฏแก่สายตา จวินเชียนเช่อกลับมิอาจซ่อนเร้นอาการโกรธเกรี้ยวที่บังเกิดขึ้นในใจได้ แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะสามารถควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดีก็ตาม

 

ครั้นชายหนุ่มที่อยู่เหนือร่างฮองเฮารับรู้ถึงผู้มาเยือน เขาก็รีบหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวม ก่อนจะกระโจนหนีออกทางหน้าต่าง เขารวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจ มิทันมีผู้ใดได้เห็นโฉมหน้าชายหนุ่มผู้นี้

 

ราชองครักษ์ต่างกรูกันเข้ามาภายในห้อง พวกเขาพากันกระโจนติดตามชายหนุ่มผู้ขวัญกล้าไปทันที

 

ด้วยความตกพระทัย ฮองเฮารีบกระวีกระวาดลุกจากแท่นพระบรรทมอย่างรวดเร็ว นางวิ่งเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าจวินเชียนเช่อ พลางรั้งปลายฉลองพระองค์ พระพักตร์ที่หมดจดงดงามราวกับจะล่มเมืองได้ เงยขึ้นสบพระเนตร พระพักตร์ฮองเฮายามนี้แดงก่ำ ดวงเนตรงามตื่นตระหนก พระเกศายุ่งเหยิง บนเรือนร่างเหลือเพียงเอี๊ยมตัวใน

 

ครั้นทอดพระเนตรเห็นภาพดังกล่าว จวินเชียนเช่อจะระงับโทสะได้เยี่ยงไร ?

 

ฮองเฮาผู้เดียวกันนี้ ที่เคยพร่ำบอกรักเขาเรื่อยมา บัดนี้กลางวันแสก ๆ แท้ ๆ นางกลับระเริงสวาทกับชายอื่น

 

จวินเชียนเช่อกำหมัดแน่น กระทั่งได้ยินเสียงกระดูกลั่น ‘กร๊อบ’

 

“ฝ่าบาท ฟังหม่อมฉันอธิบายก่อนเพคะ” ฮองเฮาวิงวอน

 

จวินเชียนเช่อย่อกายลง พลางจ้องหน้านาง มือข้างหนึ่งของเขาบีบลำคองามระหง ยามนี้เขากริ้วจัด

 

“แพศยา ที่ผ่านมาเจ้ามักวางอำนาจบาตรใหญ่ เอาแต่ใจตนเป็นที่ตั้ง เห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยความริษยา ไม่คู่ควรที่จะเป็นมารดาแห่งแผ่นดินด้วยซ้ำ ทว่าเรากลับมองข้ามมาโดยตลอด หากแต่วันนี้เจ้ากลับกล้าทำเรื่องบัดสีถึงเพียงนี้ บัดซบจริง ๆ”

 

ยามนี้ฮองเฮาเริ่มรู้สึกหายพระทัยไม่ออก ไม่สามารถเปล่งสุรเสียงออกมาได้ นางรู้สึกราวกับกำลังจะตาย

 

นางกำนัลส่วนพระองค์ ปั้นเซียง คุกเข่าลงกับพื้น ร่ำร้องวิงวอน

 

“ฝ่าบาท โปรดละเว้นฮองเฮาด้วยเถิดเพคะ”

 

จวินเชียนเช่อยังไม่ยอมปล่อยมือ ทว่ากลับบีบหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ยามนี้พระพักตร์ฮองเฮาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ลมหายใจก็ดูราวจะขาดห้วง  สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่า เพียงไม่ช้าชีวิตของนางก็จะปลิดปลิว ภายหลังจากที่นางตาย เขาก็ยังสามารถโยนความผิดนี้ให้คณะเสนาบดี ตระกูลม่อย่อมมิอาจเลี่ยงหลบโทษประหาร

 

ในขณะที่ฮองเฮากำลังจะขาดใจนั้น จู่ ๆ จวินเชียนเช่อก็ผลักนางออก เขาลุกขึ้นหันกายก้าวออกจากห้องบรรทม ทว่าก่อนที่จะจากไปนั้น กระแสรับสั่งอย่างเย็นชาพลันดังขึ้น

 

“ผู้ใดก็ตามที่กล้าแพร่งพรายเรื่องในวันนี้ ประหารได้ทันที”

 

ทุกผู้คนต่างก็คุกเข่าลงทันทีด้วยความหวาดกลัว

 

ฮองเฮารีบวิ่งตามออกไปทันที

 

“ฝ่าบาท โปรดฟังหม่อมฉันอธิบายก่อนเพคะ”

 

“ฮองเฮา” สตรีในอาภรณ์สีขาว แลดูบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาปรากฏกายขึ้นขวางหน้าฮองเฮา

 

ครั้นฮองเฮาทอดพระเนตรแลเห็นสตรีผู้นี้ นางก็ชะงักพลันก่นด่าด้วยความเกรี้ยวกราด

 

“หยางซื่อหาน นางแพศยา เจ้ากล้าสร้างเรื่องใส่ร้ายข้าต่อเบื้องพระพักตร์ ทำให้ข้ากับฝ่าบาทต้องผิดใจกัน วันนี้ข้าจะทำลายโฉมหน้าของเจ้าเสีย ดูสิว่า เจ้ายังจะมีหน้าทำให้ฝ่าบาทหลงใหลได้อีกหรือไม่”

 

ฮองเฮากระชากเรือนผมของสตรีในอาภรณ์ขาว ขณะเดียวกันก็ยื่นพระหัตถ์เข้าหาใบหน้าของหญิงสาว

“ฮองเฮา อย่าเพคะ”

 

สตรีสองนางโรมรันกันอยู่บริเวณชั้นสอง 

 

เพียงพริบตา ร่างบอบบางของหญิงสาวทั้งสองพลันพลัดตกจากหอชมจันทร์ซึ่งสูงกว่าสิบจ้าง

 

จวินเชียนเช่อผู้ซึ่งยามนี้เพิ่งจะก้าวออกจากหอชมจันทร์ ครั้นได้ยินเสียงกรีดร้องของสตรีทั้งสอง เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปดู ทันทีที่ได้เห็นเขารีบกระโดดขึ้นฟ้า เอื้อมมือออกไปคว้าร่างของสตรีในอาภรณ์ขาวอย่างรวดเร็ว

 

ปล่อยร่างของฮองเฮาร่วงลงสู่ผืนปฐพี ฮองเฮาทอดพระเนตรมองจวินเชียนเช่อ พร้อมกับแย้มสรวลอย่างสิ้นหวัง พระหทัยของนางตายด้าน เปลือกพระเนตรค่อย ๆ หลุบเข้าหากันอย่างช้า ๆ 

 

“ฮองเฮา” ปั้นเซียงรีบวิ่งเข้าไปหาร่างของฮองเฮา พลางทรุดตัวลงร่ำไห้อย่างขมขื่น

Novel
Novel