ตอนที่ 1 คืนสู่เรือน

ณ แผ่นดินอวิ๋นเทียน เทียนฉีจิงตู

 

ยามหยาดฝนโปรยปรายทั่วท้องนภา ถนนนำทางแถบนอกเมืองจิงตูจึงเฉอะแฉะไปด้วยโคลนเลน

 

รถม้าที่เรียบง่ายหลังหนึ่ง ยังคงวิ่งขโยกเขยกฝ่าผืนดินโคลนมุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างไม่หยุดยั้ง

 

น้ำเสียงแฝงความขุ่นเคืองใจของดรุณีน้อยสองนางดังแว่วออกมาจากภายในรถม้า

 

“ม้นน่าโมโหจริง ๆ  เมื่อหกปีที่แล้ว พวกเขาเฉดหัวคุณหนูออกมาจากตระกูลเฟิ่ง ครานี้ครั้นเกิดเรื่อง พวกเขาจึงเพิ่งนึกถึงคุณหนูขึ้นมา”

 

“ที่พวกเขาแห่กันมาตามตัวคุณหนูถึงหอสวรรค์ จุดประสงค์ก็เพียงเพื่อให้คุณหนูกลับไปเข้าพิธีสมรสกับไอ้งั่งผู้นั้นแทนที่บุตรีอีกนางในตระกูลเฟิ่ง !”

 

“พวกเราไม่ควรกลับมาเลย คนในตระกูลเฟิ่งรังแกคุณหนูถึงเพียงนี้ เหตุใดคุณหนูยังคอยห่วงความเป็นความตายของพวกมันอีกเล่าเจ้าคะ ?”

 

“ตระกูลเฟิ่งสมควรถูกประหารเก้าชั่วโคตรเสียจริง ๆ !”

 

บทสนทนาร้อนระอุที่สอดประสานเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยคือถ้อยวาจาของสาวน้อยรูปงามสองนาง

 

ทั้งคู่แต่งกายในเครื่องแบบสาวใช้ เรือนผมถูกรวบม้วนเกล้ามวย เพื่อปักปิ่นอย่างเรียบง่าย

 

ภายในรถม้าดรุณีน้อยทั้งสองนั่งแสดงสีหน้าฮึดฮัดบนเก้าอี้นั่งข้างซ้ายและขวา

 

ขณะที่ทั้งคู่กำลังยื่นหน้ายื่นตาต่อบทสนทนาที่กำลังออกรสอย่างสนุกสนานอยู่นั้น สตรีผู้กำลังเอนกายพิงพักอยู่ในตำแหน่งกลางรถม้ากลับค่อย ๆ เผยอเปลือกตาออกจากกันทีละน้อย

 

นางอยู่ในอาภรณ์เรียบง่ายสีขาวสะอาด เรือนผมดำสนิทเงางามประดุจไยไหมคลี่กระจายไม่เป็นระเบียบ ถูกรวบมวยขึ้นด้วยปิ่นปักผมแสนเรียบง่าย และผ้าไหมผูกเรือนผมสีฟ้า

 

นางผู้มีเรียวคิ้วโก่งงอนเอนกายพิงรถม้าพร้อมด้วยนัยน์ตาหยอกเย้าที่กำลังเปล่งประกายเรืองรอง

 

“พอได้แล้วพวกเจ้าไม่อยากกลับเรือนตระกูลเฟิ่งกระนั้นหรือ ? จะว่าไปแล้ว ได้พำนักอยู่ในเรือนตระกูลเฟิ่งก็นับว่าสร้างความหรรษาได้ไม่น้อยมิใช่หรือ ? ได้พบเจอบรรยากาศใหม่ ๆ พวกเจ้าจะได้ยืดเส้นยืดสายบ้างอย่างไร มิใช่เรื่องสนุกกระนั้นหรือ ?”

 

“พวกเราไม่คิดว่าสถานที่นั้นจะคู่ควรกับคุณหนูนะเจ้าคะ ! ผู้คนภายนอกล้วนร่ำลือกันว่าคุณหนูทั้งอัปลักษณ์ ทั้งยังเป็นบุคคลไร้ค่า…”

 

จื่อหลานบ่นอุบอิบ

 

อัปลักษณ์ ไร้ค่ากระนั้นหรือ ?

 

หากคุณหนูของพวกนางคือหญิงอัปลักษณ์ไร้ค่า เช่นนั้น ใต้หล้าแห่งนี้คงไม่ปรากฏสตรีเลอโฉมผู้เปี่ยมพรสวรรค์แล้ว

 

“พวกเขาจะพูดอันใดก็ปล่อยไป เหนื่อยเมื่อไรประเดี๋ยวก็หยุดเอง เมื่อพวกเขามีปาก เขาอยากจะพูดจาเช่นไรผู้ใดจะขัดขวางได้”

 

เฟิ่งฉู่เกอยกมือขึ้นลูบปอยผมด้วยท่าทีเฉื่อยเนือย

 

จื่อหลานและปี้หลัวต่างพากันบุ้ยปากเบ้ เมื่อได้ยินผู้เป็นนายกล่าวเช่นนั้น

 

คุณหนูของพวกนางกลายเป็นคนใจอ่อนตั้งแต่เมื่อใดกัน ?

 

ที่ผ่านมา หากผู้ใดกล้าคิดแหยมกับคุณหนู มันผู้นั้นคงได้นอนรอนับวันตายอย่างมิต้องสงสัย

 

ครั้นเมื่อเห็นผู้เป็นนายนิ่งเฉยมิได้ต่อคำ สองบ่าวรับใช้จึงนิ่งเงียบสงบเสงี่ยมเก็บวาจาตนเช่นกัน

 

เฟิ่งฉู่เกอเอียงกายทอดสายตามองทัศนียภาพภายนอกผ่านม่านหน้าต่างในรถม้า อดมิได้ที่จะส่งใจไหลไปตามกระแสแห่งความคิด

 

หกปีมาแล้ว…

 

ผ่านมาเนิ่นนานถึงหกปีแล้วสินะ ที่นางเดินทางผ่านฟากฟ้า ข้ามมาเหยียบแผ่นดินอวิ๋นเทียนแห่งนี้

 

เมื่อหกปีที่แล้ว เฟิ่งฉู่เกอผู้มีวัยเพียงสิบปีคือความอับอายแห่งตระกูลเฟิ่ง นั่นเพียงเพราะร่างของนางไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ ที่สุดนางจึงถูกขับออกจากวงศ์ตระกูล ทิ้งให้สิ้นใจในสภาพเดียวดายไร้ความหวัง

 

หากทว่ายามนี้ เหตุเพราะตระกูลเฟิ่งได้ล่วงเกินต่อตระกูลอวิ๋นผู้ทรงอิทธิพล ตระกูลอวิ๋นจึงบีบคั้นให้ตระกูลเฟิ่งจำต้องส่งบุตรีมาเข้าพิธีสมรสกับบุตรชายผู้ขลาดเขลาเบาปัญญาของตน ทั้งคนผู้นั้นยังเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะด้วยโรคร้ายมนตร์ดำที่ไม่อาจบ่งชัดถึงสาเหตุ และนั่นเองจึงเป็นเหตุให้ตระกูลเฟิ่งฉุกคิดถึงเฟิ่งฉู่เกอขึ้นมา

 

เพียงคิด หญิงสาวก็อดยกยิ้มขึ้นมามิได้

 

ผู้ใดจะคาดคิดว่าบุตรีของฮูหยินใหญ่ประจำตระกูลเฟิ่งจะถึงคราวอาภัพตกอับได้ถึงเพียงนี้ ?

 

หากแต่เรื่องที่น่าเยาะหยันอย่างที่สุดสำหรับผู้คนในตระกูลนี้ แท้จริงก็คือ คุณหนูใหญ่เฟิ่งฉู่เกอผู้นั้นได้สิ้นใจไปด้วยวัยแค่เพียงสิบปี ตั้งแต่เมื่อครั้งที่นางถูกขับไล่ไสส่งออกจากตระกูลครานั้นแล้ว

 

ยามนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในร่างนี้แท้จริงคือจิตวิญญาณแห่งมือสังหารอันดับหนึ่งจากศตวรรษที่ 21

 

รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนไปตามทางอย่างต่อเนื่อง

 

ฉับพลัน ลวี้จูผู้คุมบังเหียนอยู่ด้านหน้ากลับกระตุกสายบังเหียนอย่างแรง รถม้าที่กำลังเคลื่อนไปด้านหน้าพลันหยุดกึกในทันที

 

“นี่มันเกิดอันใดขึ้น ?”

 

จื่อหลานส่งเสียงเอะอะทันทีที่ศีรษะของตนกระแทกเข้ากับรถม้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“คุณหนู มีเด็กนอนอยู่ตรงนี้”

 

เฟิ่งฉู่เกอเลิกผ้าม่านขึ้นพลางก้มลงมองเลยไปด้านหน้ารถม้า เป็นเช่นนั้นจริง เด็กน้อยผู้หนึ่งกำลังนอนขวางทางรถม้าอยู่ในยามนี้

 

อันตรายยิ่งนัก ร่างของเด็กน้อยหลับใหลแน่นิ่งอยู่ห่างจากปลายเกือกอาชาแค่เพียงข้อนิ้วมือ หากอาชาตัวนั้นขยับอีกแค่เพียงก้าว ใต้เกือกของมัน ย่อมต้องเป็นเด็กน้อยผู้นี้

 

***จบตอน คืนสู่เรือน***

Novel
Novel