ตอนที่ 13 ท่านอ๋องผู้หลงตน

เหอเหลียนจินอวี่ยืนจ้องเฟิ่งฉู่เกอด้วยอาการตกตะลึงจนตาค้าง

 

ทว่าเพียงครู่ เมื่อคืนสติ เขาจึงรำลึกได้ว่า นางเป็นเพียงหญิงไร้ค่าผู้หนึ่ง ภายในแววตาล้ำลึกของชายหนุ่มพลันท่วมท้นเอ่อล้นด้วยความดูแคลนในทันที

 

“หว่านเอ๋อร์*ล่วงเกินเจ้าด้วยเรื่องใดกัน เหตุใดต้องลงมือกับนางหนักถึงเพียงนี้ ?”

*เอ๋อร์ คือคำลงท้ายใช้เรียกคนสนิท โดยเรียกชื่อเล่นตามด้วยคำว่าเอ๋อร์

 

เฟิ่งฉู่เกอเลิกคิ้วสูง

 

“อย่างไรนะ ? นี่ไม่มีผู้ใดบอกเล่าเรื่องราวแก่ท่านเลยกระนั้นหรือ ?”

 

“เพียงเจ้ากลับเรือน หว่านเอ๋อร์ก็ได้รับบาดเจ็บ หากมิใช่ฝีมือของเจ้า เช่นนั้นสมควรเป็นฝีมือของผู้ใด ?”

 

สองตาของชายหนุ่มจ้องเฟิ่งฉู่เกอเขม็งด้วยความโกรธแค้น

 

“เฟิ่งฉู่เกอ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ข้ามีใจให้แก่หว่านเอ๋อร์ และแม้นหากไร้สิ้นหว่านเอ๋อร์ ข้าก็ไม่มีวันสมรสกับเจ้า…”

 

เฟิ่งฉู่เกอผงกศีรษะหงึกหงัก รับฟังคำพล่ามของอีกฝ่ายด้วยความเคารพ

 

ทว่าช้าก่อน…

 

เพิ่งจะนึกขึ้นได้…

 

นี่เขาเข้าใจว่านางกระสันอยากแต่งให้เขา กระทั่งแทบจะเต้นเร่า ๆ กระนั้นหรือ ?

 

เฟิ่งฉู่เกอกัดริมฝีปากแน่นอย่างเหลือทน

 

ที่สุด บุรุษผู้นี้ไปหอบความมั่นใจมาจากฟากฟ้าแดนใด ช่างมโนเพ้อได้ไร้สาระสิ้นดี !!!

 

นี่นางควรชี้ทางสว่างให้เขาดีหรือไม่ ว่าแท้จริง นางไม่รู้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของเขาเสียด้วยซ้ำ

 

“เอ่อ…อภัยเถิด ท่านคือผู้ใด ?”

 

อีกฝ่ายหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัดในทันที

 

ขณะพวกจื่อหลานผู้กำลังร่วมชมอยู่ด้านข้างยังอดกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

 

“เฟิ่งฉู่เกอ เจ้ามิต้องแกล้งเสแสร้งต่อหน้าเปิ่นหวางอีกแล้ว !”

 

เขาส่งเสียงคำราม

 

ขณะนางยักคิ้วส่ง

 

“ก็หม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าพระองค์คือผู้ใด รู้เพียงพระองค์คือเปิ่นหวาง ทว่าก็มิรู้เปิ่นหวางตำหนักใด”

 

ความผิดหวังพลันก่อตัวโหมกระพือปั่นป่วนภายในใจลึก ๆ ของเหอเหลียนจินอวี่

 

ทว่าคล้ายเขานึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงส่งเสียงเยาะเย้ยโต้กลับ

 

“เฟิ่งฉู่เกออย่าได้คิดจะดึงดูดความสนใจจากเปิ่นหวางด้วยวิธีนี้ เปิ่นหวางขอบอกไว้ตรงนี้เลย ว่าไร้ประโยชน์ เปิ่นหวางไม่มีทางสมรสกับเจ้า หญิงไร้ค่า !”

 

“พระองค์ทรงวางใจได้ หากหม่อมฉันแต่งให้เขา หม่อมฉันย่อมมิอาจแต่งกับพระองค์ได้ หม่อมฉันย่อมไม่สิ้นคิดถึงเพียงนั้น พระองค์มิต้องทรงกังวลด้วยเรื่องไร้สาระขี้ประติ๋วนี้ สู้เอาเวลาไปใส่ใจเรื่องคอขาดบาดตายเสียยังจะดีกว่า…”

 

แม้นประโยคนั้นจะไม่ใคร่ชัดเจนนัก

 

ทว่ายามนี้ เหอเหลียนจินอวี่กลับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

 

เขาจ้องเฟิ่งฉู่เกอด้วยความประหลาดใจ

 

นี่นางไม่รู้จักเขากระนั้นหรือ ?

 

เป็นไปได้อย่างไร ?

 

ครั้งเยาว์วัย พวกเขาเคยเล่นด้วยกัน ทั้งยังอาจสามารถกล่าวได้ว่าเฟิ่งฉู่เกอคือลูกพี่ลูกน้องของเขา ครั้งสมัยวัยเยาว์ เสด็จแม่กับองค์หญิงเจี้ยนเต๋อผูู้มีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา (เสด็จป้า) ของเขา เคยพูดคุยตระเตรียมหมั้นหมายให้แก่พวกเขาทั้งสอง…

 

ในวัยเยาว์ เฟิ่งฉู่เกอเป็นเด็กที่น่ารักมาก ทว่านับแต่องค์หญิงเจี้ยนเต๋อสิ้นพระชนม์ เฟิ่งฉู่เกอก็กลับกลายเป็นเด็กที่ขลาดเขลาและอ่อนแอ กระทั่งเจริญวัยได้สิบขวบปี นางกลับไม่สามารถเดินพลังวัตร จนเป็นเหตุให้ถูกขับออกจากตระกูลเฟิ่ง

 

ทั้งในเรื่องนี้ ย่อมสร้างความสลดใจให้แก่เหอเหลียนจินอวี่เช่นกัน

 

กระทั่งในปีนี้ เมื่อเฟิ่งฉู่เกอถึงวัย 16 ปี ย่อมถึงเวลาสมควรออกเรือน ตามคำมั่นที่เสด็จแม่ของเขากับพระมาตุจฉาเคยกล่าววาจาแก่กันไว้ในกาลก่อน

 

เช่นนั้น ทันทีที่เขาได้ยินข่าวการกลับมาของเฟิ่งฉู่เกอ พร้อมข่าวว่าเฟิ่งชิงหว่านได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาจึงเร่งรุดมาในทันที…

 

เพียงไม่คาดคิด ว่าทั้งหมดทั้งมวลล้วนเพราะเขาถือดีจนเกินไป

 

ความผิดหวังพลันก่อกำเนิดขึ้นภายในใจลึก ๆ ของเหอเหลียนจินอวี่

 

หากแต่เฟิ่งฉู่เกอหาได้แยแสต่อความรู้สึกของผู้ใดในยามนี้ นางเพียงกล่าวขึ้นลอย ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

 

“องค์ชายผู้นี้ เห็นทีท่านคงมาด้วยเรื่องของเฟิ่งชิงหว่าน  ท่านคิดหรือว่าสวะไร้ค่า…เยี่ยงหม่อมฉันผู้นี้จะสามารถทำร้ายเฟิ่งชิงหว่านได้จริง ?”

 

***จบตอน ท่านอ๋องผู้หลงตน***

Novel
Novel