ตอนที่ 14 อาเฉินจะเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาที่สุดในใต้หล้า

“องค์ชายสามารถตรัสถามรายละเอียดทั้งหมดจากผู้คนในตระกูลเฟิ่งได้ เชื่อว่าหากพระองค์ทรงซักไซ้ได้ความแล้ว จะไม่ติดตามมาหาเรื่องหม่อมฉันที่นี่อีก”

 

เพราะเฟิ่งชิงหว่านคือผู้ลอบทำร้ายนางลับหลัง การที่เฟิ่งชิงหว่านต้องเสียโฉมเช่นนี้ล้วนเกิดจากพลังสะท้อนของตนเองทั้งสิ้น

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีทุกคนเป็นประจักษ์พยาน

 

เหอเหลียนจินอวี่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ สองคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม เขาเพ่งมองเฟิ่งฉู่เกออย่างละเอียดด้วยแววตาล้ำลึกเป็นเวลานาน

 

“ได้ หากเปิ่นหวางพบว่าอาการบาดเจ็บของเฟิ่งชิงหว่านเกี่ยวพันถึงเจ้า เปิ่นหวางจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ !”

 

*****

 

ทันทีที่เหอเหลียนจินอวี่หลีกจากไป เรือนน้อยสายนทีพลันกลับคืนสู่ความสงบสันติอีกครา

 

ขณะเฟิ่งฉู่เกอยังคงส่งสายตามองตามทิศทางที่เหอเหลียนจินอวี่เดินจากไปครู่ใหญ่ก่อนเอ่ยปากถาม

 

“นี่ พวกเจ้าทั้งสามรู้จักคนผู้นั้นหรือไม่ ?”

 

“คุณหนู…นี่ท่านจำเขามิได้จริง ๆ กระนั้นหรือ ?”

 

จื่อหลานสวนกลับทันทีด้วยแทบไม่เชื่อหู

 

“ข้าควรต้องรู้จักเขากระนั้นหรือ ?”

 

“เขาคือเหอเหลียนจินอวี่…บุรุษผู้หล่อเหลาเป็นอันดับห้าแห่งแผ่นดิน จะว่าไป เหอเหลียนจินอวี่ผู้นี้ก็หล่อเหลาจริงสมคำร่ำลือ เพียงรสนิยมจัดว่าย่ำแย่ไปเสียหน่อย เหตุใดเขาจึงถูกใจสตรีเยี่ยงเฟิ่งชิงหว่านขึ้นมาได้ ?”

 

จื่อหลานรำพึงออกมาด้วยความประหลาดใจ ทั้งยังถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความผิดหวัง

 

“บุรุษผู้หล่อเหลากระนั้นหรือ ข้ามิเห็นคิดเช่นนั้น”

 

สองมุมปากของเฟิ่งฉู่เกอขยักโค้งปรากฏรอยยิ้ม

 

“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนู เขายังมิใช่บุรุษผู้หล่อเหลาที่สุดในแผ่นดิน คุณหนู ข้าเคยได้ยินมาว่ายังมีบุรุษอีกคนผู้อยู่ในรายชื่อหนุ่มรูปงาม หนุ่มหล่อเด็ดขาดสุดบาดใจผู้นั้นมีรูปงามเหนือบรรดาสตรีผู้เลอโฉมทั้งหลาย กล่าวกันว่า เพียงอิสตรีใดได้แลเห็นบุรุษผู้หล่อเหลาเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้นแล้ว หัวใจของนางจะเต้นระทึก รัวดั่งกลองศึก กระทั่งหายใจติดขัดขาดใจสิ้นชีพในที่นั้นเอง”

 

ปี้หลัวรีบสาธยายต่ออย่างมิให้ขาดตอน

 

“เจ้ากล่าวเกินจริงไปหรือไม่ ?”

 

“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ …หาไม่แล้ว ไหนเลยคนผู้นั้นจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุรุษผู้มีรูปงามที่สุดในใต้หล้าได้เล่า ? หากทว่า ชายผู้นั้นอยู่เทียนตี้ฝู่* น้อยคนนักจะมีโอกาสได้พบเห็นชายผู้นั้น  จึงแทบไม่มีผู้ใดได้เห็นโฉมหน้าของเขา

*เทียน แปลว่าสวรรค์ ตี้ฝู่ แปลว่า นรก

 

“เทียนตี้ฝู่กระนั้นหรือ ?”

 

เฟิ่งฉู่เกอรำพึงออกมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

 

เทียนตี้ฝู่แห่งนี้ยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลเหนืออาณาจักรน้อยใหญ่ทั้งหลายบนแผ่นดินใหญ่

 

ร่ำลือกันว่า เหล่าสำนักน้อยใหญ่ทั้งหลายจะคัดเลือกศิษย์ผู้มีฝีมือเป็นเลิศ เพื่อเข้าร่วมการทดสอบซึ่งจะจัดขึ้นทุกสามปี ผู้สามารถกำชัยชนะจะมีโอกาสเข้าเทียนตี้ฝู่

 

ส่วนเทียนตี้ฝู่จะเป็นเช่นไร ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ คงมีเพียงผู้มีพลังวัตรสูงส่งจึงมีโอกาสเข้าเทียนตี้ฝู่แห่งนี้

 

เพียงผู้เดียวในเทียนตี้ฝู่ก็สามารถกวาดล้างทำลายชาวประชาทั้งแผ่นดินอวิ๋นเทียนได้แล้ว…

 

“บุรุษผู้มีรูปงามเป็นอันดับหนึ่งมีนามว่ากระไรหรือ ?”

 

“เขามีนามว่า ตี้เจวี๋ยเฉิน”

*ตี้ แปลว่า ราชัน เจวี๋ย แปลว่า ไม่เหลือ  เฉิน แปลว่า สิ่งสกปรก ฝุ่นผง

ตี้เจวี๋ยเฉิน หมายถึงราชันผู้ไม่ปรากฏแม้เพียงธุลีมลทิน

 

“ตี้เจวี๋ยเฉิน…”

 

เฟิ่งฉู่เกอรำพึงรำพัน เป็นนามที่ไพเราะยิ่งนัก !

 

“ถูกแล้ว เขามีนามว่าตี้เจวี๋ยเฉิน…ข้าอยากเห็นกับตาจริง ๆ ว่าที่สุดแล้ว ตี้เจวี๋ยเฉินผู้นี้จะหล่อเหลาสักเพียงใด เฮ้อ ! ขอให้ข้าได้เห็นเขาแค่เพียงสักครั้ง ข้า-จื่อหลานก็นอนตายตาหลับแล้ว”

 

เป็นคราวที่จื่อหลานมีโอกาสวกกลับมากล่าวสำทับอีกครา

 

เฟิ่งฉู่เกอทำตาประหลับประเหลือกใส่ทั้งคู่

 

“พวกเจ้าสองคนกลับกลายเป็นคนคลั่งบุรุษไปตั้งแต่เมื่อไร มัวฟุ้งซ่านถึงชายงาม หายใจทิ้งเปล่าเสียจริง !”

 

ครั้นเมื่อหันมาอีกที หญิงสาวจึงพบว่าอาเฉินกำลังยืนร่วมรับฟังอยู่ด้านข้าง เฟิ่งฉู่เกอเลิกคิ้วสูง

 

“ไยพวกเจ้าต้องตามหาบุรุษรูปงาม ที่นี่ก็มีอยู่แล้วคนหนึ่งอย่างไรเล่า อาเฉินน้อยของพวกเราเติบใหญ่เมื่อไร ย่อมต้องหล่อเหลาไม่ด้อยไปกว่าบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้นอย่างแน่นอน”

 

เพียงปี้หลัวได้ยินผู้เป็นนายกล่าวพาดพิง ทั้งยังเปรียบเทียบอาเฉินกับบุรุษรูปงามเหนือแผ่นดินเช่นนั้นจึงอดขัดขึ้นมิได้

 

“แม้นเขาจะมีนามว่าเฉิน หากทว่าย่อมมิใช่ตี้เจวี๋ยเฉินอย่างแน่นอน…”

 

ริมฝีปากของเฟิ่งฉู่เกอค่อย ๆ ขยับโค้งปรากฏรอยยิ้มที่ชวนมอง นางขยับเข้ามาหยิกแก้มอาเฉิน

 

“อาเฉินจะต้องเติบใหญ่เป็นบุรุษผู้หล่อเหลากว่าบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้นอย่างแน่นอน”

 

“หากข้าเติบใหญ่ ข้าจะอนุญาตให้เจ้าสมรสกับข้า”

 

อาเฉินหาได้ดิ้นรนหลีกหนี หากทว่ากลับจ้องเฟิ่งฉู่เกอด้วยสองตากลมโตแวววาวประหนึ่งคำประกาศก้อง

 

มุมปากหญิงสาวกระตุกกึกด้วยความประหลาดใจ

 

“เช่นนั้นเจ้าควรเร่งเติบใหญ่ได้แล้ว”

 

เฟิ่งฉู่เกอหันไปโบกมือให้สตรีอีกสองนางผู้รู้สึกกระดากอายในอาการคลั่งบุรุษงามของตน

 

“เอาล่ะ ๆ  หมดเวลาคลั่งบุรุษงามกันแล้ว กลับเข้ามาด้านในเถิด”

 

พวกจื่อหลานจึงเดินกลับเข้าเรือนแต่โดยดี

 

ส่วนอาเฉินยังคงยืนนิ่ง สีหน้าของเขาแฝงความลังเลสับสน

 

ที่สุด มุมปากทั้งคู่ของเขาพลันค่อย ๆ ขยับยกยิ้มเผยความหมายอันล้ำลึก…

 

***จบตอน อาเฉินจะเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาที่สุดในใต้หล้า

***

Novel
Novel