ตอนที่ 2 ร่ำร้องหาความตาย

เฟิ่งฉู่เกอก้าวลงจากรถม้า นางก้มลงมองเด็กน้อยผู้นอนนิ่งบนผืนปฐพี

 

สองเปลือกตาของเด็กชายกดเข้าหากันแน่น ดวงหน้าน้อย ๆ ซีดเผือด แผงขนตาที่เรียงกันเป็นแนวยาวช่วยซุกซ่อนนัยน์ตา

 

เด็กน้อยผู้นี้ น่าจะมีวัยราว ๆ ห้าหรือหกปี หากทว่ากลับสวมใส่เสื้อคลุมดิ้นทองตัวโตของผู้ใหญ่

 

ภายใต้เสื้อคลุมตัวหลวม คือร่างที่ผ่ายผอมบอบบางของเด็กน้อยผู้นั้น

 

“คุณหนู เด็กคนนี้…”

 

ลวี้จูรู้สึกว่าการปรากฏกายของเด็กชายผู้นี้ผิดแปลกจากทั่วไป

 

นางมั่นใจว่าขณะตนกำลังขับรถม้ามุ่งไปข้างหน้า เบื้องหน้าไม่ปรากฏผู้ใด หรือสิ่งกีดขวางใด หากทว่าเพียงชั่วพริบตา เด็กน้อยผู้นี้กลับโผล่ขึ้นมาเบื้องหน้า

 

เฟิ่งฉู่เกอสืบฝ่าเท้าก้าวตรงขึ้นมา ตรวจดูอาการของเด็กชาย ก่อนจะขยับยกร่างน้อยขึ้นนั่ง หยิบโอสถออกจากแขนเสื้อใส่ปากให้เด็กชายกลืนกินพลางกล่าว

 

“ช่วยเด็กคนนี้ก่อน ส่วนเรื่องอื่น ไว้ค่อยพูดคุยกันในภายหลัง”

 

กว่าพวกเขาจะเดินทางกลับถึงเรือนตระกูลเฟิ่งดวงตะวันก็เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามเย็นแล้ว

 

แท้จริงตระกูลเฟิ่ง คือหนึ่งในสี่ตระกูลผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทียนฉี เช่นนั้นภายในเขตเรือนจึงได้รับการตบแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ศาลาที่ได้รับการออกแบบอย่างงดงามตั้งตระหง่านท่ามกลางภูเขาลูกย่อม ๆ น้ำตกน้อย พร้อมด้วยแมกไม้ พุ่มไม้นานาพรรณกำลังผลิดอกบานสะพรั่ง

 

เพียงก้าวเข้าสู่เขตเรือน บรรดาสาวใช้ทั้งหลายต่างรีบเข้ามาต้อนรับ

 

เฟิ่งฉู่เกอเดินตามหญิงรับใช้ผู้เข้ามาให้การต้อนรับ พวกนางเดินลดเลี้ยวไปตามทางเดินที่ถูกออกแบบให้ลัดเลาะมาบรรจบกับตัวเรือนด้านข้างทางทิศใต้

 

ณ สถานที่แห่งนั้นคือสวนหย่อมที่ทรุดโทรม ต้นหญ้า และวัชพืชขึ้นแทรกจนท่วมสูง หยากไย่ขึ้นปกคลุมตัวเรือนหลังนั้นบ่งบอกให้เห็นชัดว่าอาคารหลังนี้ถูกทิ้งให้รกร้างมาเนิ่นนาน

 

“นี่พวกเขาคิดจะให้เราพักอยู่ในเรือนแห่งนี้จริงหรือนี่ ?”

 

จื่อหลานถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เมื่อนางใช้สายตากวาดมองไปโดยรอบ

 

หญิงรับใช้ผู้นำทางชำเลืองมองเฟิ่งฉู่เกอด้วยหางตาก่อนจะขึ้นเสียงเยาะ

 

“ผู้คนในเรือนมีตั้งมากมาย ไหนเลยจะเหลือห้องว่างสำหรับคนนอกกันเล่า ? เพียงมีที่ซุกหัวนอนก็นับว่าดียิ่งแล้ว”

 

ทั้งจื่อหลานทั้งปี้หลัวแทบจะระเบิดอารมณ์กลับไปด้วยความเกรี้ยวกราด

 

คนพวกนี้เป็นผู้ร่ำร้องขอให้คุณหนูของพวกนางกลับมาแท้ ๆ  หากทว่ายามนี้ ดูการกระทำของพวกมันเถิด ! ช่างหน้าด้าน ไร้ยางอายสิ้นดี !

 

“คุณหนูของพวกเรามีฐานะเป็นบุตรีแห่งตระกูลเฟิ่งเช่นกัน ส่วนพวกเจ้าเป็นแค่เพียงบ่าวรับใช้ที่ต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรมาใช้วาจาเช่นนี้กับคุณหนูของข้า ? ! !”

 

หญิงรับใช้ผู้นั้นไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปากร้ายเผ็ดร้อนได้ถึงเพียงนี้ แม้กระนั้น มีหรือที่นางจะยอมลดราวาศอกให้อีกฝ่าย

 

“พวกเจ้าถูกเฉดหัวออกจากตระกูลไปแล้วมิใช่หรือ ? คนไร้ค่าราวเศษสวะเยี่ยงนี้จะมีความหมายใด ? ชิ ! ถึงยามนี้ ริอยากกลับมาเป็นคุณหนูประจำตระกูลกระนั้นหรือ ? หากมิใช่เพราะคุณหนูรองไม่อยากออกเรือนไปกับตระกูลอวิ๋น ไหนเลยพวกเจ้าจะมีโอกาสกลับมาลอยหน้าลอยตาได้เยี่ยงนี้ ? เจ้ามันคือคนไร้ค่า ทั้งความจริงข้อนี้ย่อมไม่มีวันแปรเปลี่ยน หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะเอาหัวพุ่งโขกเสาให้สิ้นใจไปเสีย หึ ! คนเยี่ยงเจ้ามีชีวิตอยู่ไปก็รังแต่จะสร้างความอับอายให้หมู่ญาติร่วมสกุล ตาย ๆ ไปเสียยังจะดีกว่า !”

 

หญิงรับใช้ผู้นั้นขึ้นเสียงแดกดันพร้อมสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์

 

ยามนี้เฟิ่งฉู่เกอผู้ยืนรับฟังอยู่ด้านข้าง ยังคงอุ้มเด็กน้อยที่นางให้ความช่วยหลือไว้ในอ้อมแขน

 

นางยกมือขึ้นจับลมหายใจของเจ้าตัวน้อย ดีจริง เด็กคนนี้ เพียงได้รับโอสถเม็ดนั้น ร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว ไม่เย็นเฉียบดังก่อนหน้าแล้ว

 

มุมปากทั้งสองของนางขยับยกปรากฏรอยยิ้มอ่อนบาง เมื่อได้ฟังถ้อยคำของหญิงรับใช้ผู้นั้น

 

“จื่อหลาน เจ้าไม่ได้ยินกระนั้นหรือ ? นาง…ปรารถนาความตาย”

 

สองตาของจื่อหลานเปล่งประกายวาบ เมื่อได้ยินคำเปรยของผู้เป็นนาย ร่างของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว เพียงพริบตาร่างนั้นกลับไปปรากฏอยู่ด้านข้างของหญิงรับใช้

 

“เจ้า…เจ้าคิดทำอันใด ?”

 

เมื่อหญิงรับใช้ผู้นั้นรู้สึกตัวอีกที ทั้งร่างกลับตกอยู่ในเงื้อมมือของจื่อหลาน ในสภาพท่อนแขนถูกจับบิดพลิกไปทางด้านหลัง

 

“เจ้าอยากเอาหัวโขกเสาตายมิใช่หรือ ? ได้ ! ข้าจะช่วยส่งเสริมเจ้าเอง !”

 

จื่อหลานรวบรวมพลังภายใน ทุ่มหญิงรับใช้ผู้นั้นกระแทกใส่เสาใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง

 

“ปัง ! !”

 

เสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว

 

วรยุทธของจื่อหลานยามนี้ อยู่ในระดับสูงสุดของวรยุทธขั้นที่สาม ‘ปราณยอดยุทธ’ เมื่อครู่ นางใช้พลังออกไปแค่เพียงห้าส่วนเท่านั้น

 

ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง หญิงรับใช้ผู้นั้นก็ร่างแหลกหัวเละโลหิตสาดกระจาย

 

ทั่วชั้นบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตอันหอมหวาน

 

เฟิ่งฉู่เกอส่งสายตามองร่างที่ร่วงพับลงกับพื้น ก่อนจะเบี่ยงสายตามาหาจื่อหลาน

 

“คราหน้า หัดลงมือให้นุ่มนวลกว่านี้อีกสักหน่อย ไม่เห็นหรือ เสาใหญ่เกือบหักโค่นลงเพราะเจ้า การทำให้สมบัติของผู้อื่นเสียหายย่อมผิดต่อหลักคุณธรรม”

 

***จบตอน ร่ำร้องหาความตาย***

Novel
Novel