ตอนที่ 12 หนีอ๋องปะทะหมาป่า

หลิวจ่งเทียนเดินไปที่อ่างไม้ ยกมือขึ้นสัมผัสผิวน้ำ ทันทีที่ชักฝ่ามือกลับคืน นายทหารผู้หนึ่งกลับวิ่งหน้าตาเลิ่กลั่กเข้ามา “รายงานท่านอ๋อง เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพชือกำลังรอคำสั่งอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

 

ท่านอ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเข้มรีบรุดออกไปทันที เว่ยชีชีผู้น่าสงสารเดินเข้ามายังถังอาบ บ้าชะมัด ! นี่คงไม่ต้องให้เปลี่ยนน้ำกันอีกรอบใช่ไหม ?

 

และเป็นดังที่คาด นายทหารผู้น้อยคนนั้นวิ่งพรวดเข้ามาด้านในก่อนเอ่ยปาก “เว่ยชีชี คำสั่งท่านอ๋องให้เจ้าเปลี่ยนน้ำด้วย อีก 2 อี๋เค่อ (30 นาที) พระองค์จะกลับมาชำระพระวรกาย”

 

ชีชีทำตาขวางใส่โต๊ะทำงานที่ยามนี้ไม่มีร่างของหลิวจ่งเทียนนั่งอ่านตำราอยู่ ในหัวจินตนาการเห็นภาพอ๋องขี้เต๊ะผู้นั้นนั่งยิ้มเยาะใส่เธอ ไยต้องทนด้วย ? หญิงสาวกระทืบเท้าปึงปังพลางก้มลงดูน้ำใสสะอาดในอ่างอาบ หาบน้ำกลับไปกลับมาหลายรอบเช่นนี้มิใช่เรื่องง่าย หลิวจ่งเทียนผู้นั้นสมองมีปัญหาใช่ไหมนี่

 

อีก 2 อี๋เค่อ (30 นาที) ผ่านไป ชีชีก็เปลี่ยนน้ำในอ่างเสร็จเรียบร้อย หากทว่านอกกระโจมกลับยังคงเงียบสงัด ท่านอ๋องผู้นั้นยังไม่กลับมาล่ะหรือ ? หลิวจ่งเทียน เจ้าคนบ้า ! เธอ… ชีชี จะบ้าตายกับคนผู้นี้แล้ว !

 

สองแขนล้าหมดแรงจนสั่นเทา กระทั่งยกถังไม้เปล่ายังแทบไม่ไหว กระนั้นกลับต้องมาหาบน้ำเปลี่ยน ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำให้ชีชีนั่งจินตนาการไปว่า ท่านอ๋องหน้าเย็นผู้นั้นกลับมาแล้ว และทันทีที่ฝ่ามือของเขาสัมผัสผิวน้ำ แน่นอนว่า สิ่งที่หลุดออกจากปากนั้นคือ “เปลี่ยนน้ำ !

 

สุดจะทนแล้ว ! ชีชีตัดสินใจจะหนีไปจากที่นี้ เธอไม่ต้องการอยู่ในค่ายทหารบ้า ๆ นี่อีกแล้ว ให้มีชีวิตอยู่เช่นนี้แค่เพียงวันเดียวก็มิอาจทน เมื่อใคร่ครวญจนถ้วนถี่ดีแล้ว หญิงสาวก็ยกเป้ขึ้นสะพายหลัง ยกมือขึ้นจับบั้นท้ายงาม เจ้าอ๋องตุ๋ย ! ถึงกับกล้าสั่งลงโทษเธอ ทั้งยังสั่งให้เปลี่ยนน้ำไปมาถึงสามครา หากสามารถหาทางกลับคืนไปสู่โลกยุคปัจจุบัน และมีโอกาสหวนคืนกลับมาที่นี่อีกครา แม่จะแบกบาซูก้าหอบแม๊กนั่มพกปืนกลมากระหน่ำยิงเสียให้พรุนไปทั้งตัว !

 

ชีชีวิ่งพรวดออกไปจากค่ายทหารด้วยความคล่องแคล่ว ทั้งยังไม่ลืมหลบหลีกจุดที่ทหารเฝ้าเวรยามคอยเดินลาดตระเวน และสวรรค์ก็ไม่ทำให้เธอต้องผิดหวังเสียจริง ๆ แม้บั้นท้ายจะยังระบม  ทว่าความตื่นเต้นสุขสมใจที่จะได้หนีไปจากอุ้งมือมารหลิวจ่งเทียนผู้นั้น ทำให้ยามนี้หญิงสาวหลงลืมความทุกข์ระทมทั้งหมดจนสิ้น

 

ทั่วท้องนภาเริ่มถูกครอบครองด้วยความหม่นมืด เมื่อตะวันเริ่มคล้อยเคลื่อนลงต่ำ บรรยากาศโดยรอบถูกแต่งแต้มไปด้วยสีดำสนิท กระทั่งประกายไฟน้อย ๆ ยังไม่อาจแลเห็น แต่ละย่างก้าวที่เหยียบลง บ้างสูงบ้างต่ำ ชีชีคลำหาเส้นทางภายใต้การจับจ้องแห่งดวงจันทรายามค่ำคืน ออกเดินทางกลางราตรีอันเงียบสงัดเช่นนี้ช่างน่าตื่นตระหนก น่าหวาดกลัวชวนขนลุกขนพองยิ่งนัก

 

เพียงเสียงกรอบแกรบของใบไม้ทางด้านหลังก็ทำเอาเสียวสันหลังวาบ คงมิใช่ผีใช่ไหม ? ไม่กล้าแม้เพียงจะเหยียดฝ่าเท้าออกไปอีกแค่เพียงครึ่งก้าว ครั้นชีชีรับรู้ถึงบางสิ่งที่กำลังค่อย ๆ ย่างกรายใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แม้เธอจะตระหนักดีว่าตนนั้นห้าวหาญชาญชัยมิน้อย ทว่ายามเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ไกลห่างไม่เห็นแม้เพียงเงาของผู้ใดเช่นนี้  หากจะกล่าวว่าเธอไม่ปอดแหกก็คงโม้เกินไปแล้ว เมื่อยามนี้กลับกลายเป็นความหวาดกลัวที่พวยพุ่ง

 

ที่สุดหญิงสาวจึงรีบรวบรวมความกล้าหันขวับกลับไปดูทางด้านหลัง สายตาของเธอแน่นิ่งอยู่กับที่ เมื่อปะทะเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวคู่หนึ่ง หมาป่าชัด ๆ ! หากเป็นคนยังพอจะรับมือได้ ทว่านี่มันหมาป่าที่ดุร้ายยิ่ง ยามนี้หัวใจตกกระดอนหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ความกล้าหาญของสาวมั่นหายไปไหนหมดมิอาจทราบได้ ณ ขณะนี้มันกลับถูกแทนที่ด้วยสำนึกเสียใจ ไยตอนที่หนีออกมาจากค่ายไม่รู้จักคว้าหอกดาบ หรืออาวุธอะไรติดมือมาบ้างเนี่ย ? !

 

เจ้าหมาป่าย่อกายหมอบ หรี่ตามองคล้ายมันกำลังจับจ้องเฝ้ารอบางสิ่ง เพียงไม่ถึงอึดใจ ดวงตาอีกคู่ก็ปรากฏ ที่แท้มันกำลังรอสหายร่วมฝูงเข้ามาร่วมเขมือบเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั่นเอง เพียงคิดว่าเธอกำลังจะถูกฝูงหมาป่าฉีกทึ้งร่างจนเหลือแต่กระดูกขาวโพลนภายใต้ผืนป่าอันเงียบสงัด ทั่วร่างของชีชีก็สั่นไหวสะท้าน

 

ไยจึงซวยซ้ำซวยซากถึงเพียงนี้ อุตส่าห์หอบพาเธอมาถึงยุคสมัยฮั่น เพื่อจะมาเป็นเหยื่อหมาป่าเนี่ยนะ ! สิ่งที่ทิ้งค้างเหลือไว้มีเพียงซากกระดูกขาวโพลนที่กระจัดกระจายเละเทะอยู่กลางป่า ทั้งคงมิมีผู้ใดจะคาดคิดได้เลยว่าทายาทแห่งบริษัทยักษ์ใหญ่เว่ยจะต้องมาพบกับจุดจบอันน่ารันทดถึงเพียงนี้

 

ชีชีแค่นเสียงขู่ออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “อย่าเข้ามาเชียวนา ข้าตัวแห้งไม่มีเนื้อให้พวกเจ้าแทะนักหรอก !”

 

หมาป่าทั้งสองลุกขึ้นโก่งคอหอน นี่คงมิใช่การสวดขอบคุณพระเจ้าก่อนมื้ออาหารใช่ไหม ? ยามนี้แข้งขาทั้งสองสั่นคลอนอ่อนแรงไปหมด จะเป็นเช่นไรหากพวกมันทั้งคู่หิวจนตาลายแทะกินเกลี้ยง ไม่เหลือทิ้งไว้แม้เพียงซากกระดูก

 

หญิงสาวหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ถึงตอนนี้คงไม่ต้องเก็บพะนำความหวาดกลัวกันอีกต่อไปแล้ว เจ้าหมาป่าตัวที่อยู่ด้านหน้าพุ่งกระโจนตาม อีกตัวที่อยู่ด้านหลังก็เร่งพุ่งร่างติดตามในทันที  มิคิดเลยว่ามันตัวหนึ่งจะดีดร่างกระโจนสูงพุ่งเข้าใส่ชีชี ขณะที่หญิงสาวก็ลนลานตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีอย่างไม่สนใจสิ่งใดกระทั่งกระแทกโครม ใส่คนผู้หนึ่งเข้าอย่างจัง สวรรค์โปรด ! ที่แท้เทพเซียนทั้งหลายก็ยังไม่ทอดทิ้งเธอ ชีชีโถมตัวกอดรัดคนผู้นั้นแน่นด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น

 

“หมาป่า หมาป่า ! มีหมาป่าตรงโน้น ! ช่วยข้าด้วย !” เธอก้มหน้างุด ๆ ซุกแผ่นอกของบุรุษผู้นั้น สองตาปิดแน่นปี๋ด้วยความหวาดกลัว

 

ชายผู้นั้นถูกกอดรัดยุ่งเหยิงพัลวัน หมาป่าทั้งสองขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ  ยามนี้เขาไม่มีเวลาจะมัวใส่ใจชีชีผู้กอดรัดร่างเขาไว้อย่างแน่นหนา เขาจำต้องยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบกระชับคนร่างเล็กไว้ ขณะที่อีกข้างก็ยกขึ้นวาดปลายดาบเข้าใส่หมาป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง

 

ชีชีรับรู้ได้ถึงความร้อนที่วาบขึ้นบนลำคอ บางสิ่งซึ่งมีลักษณะเหนียวข้นกระจายไปทั่วตัวติดตามมาด้วยความรู้สึกร้อนผ่าวชั่วขณะ ทั้งยังได้ยินเสียงร่างที่ใหญ่โตร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างหนัก บุรุษผู้นั้นดันร่างของเธอเบี่ยงหลบไปด้านหลังของเขา พร้อมกันนั้นเขาจึงค่อย ๆ พาเธอกระถดถอยออกไปทีละก้าว หญิงสาวแอบเปิดตามองจึงเห็นร่างไร้วิญญาณของหมาป่าตัวหนึ่งนอนกองอยู่ที่พื้น ส่วนอีกตัวกลับยิ่งคลุ้มคลั่ง เมื่อเห็นพรรคพวกของมันถูกฆ่าลงตรงหน้า มันพุ่งกระโจนเข้าใส่ในทันที

 

บุรุษผู้นั้นพยายามดันร่างของเธอออก เพื่อไม่ให้เกะกะกั้นขวางการต่อสู้ และแน่นอน มีหรือที่ชีชีจะยอมปล่อย สองแขนของเธอยกขึ้นรัดรอบคออีกฝ่ายแน่น พร้อมกับเนื้อตัวที่สั่นเทาเพราะความหวาดกลัว

 

บุรุษผู้นั้นถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทิ้งความใส่ใจในสิ่งที่พัวพันนุงนังอยู่กับร่างของตน เขาพุ่งเข้าใส่เจ้าหมาป่า เธอรับรู้ได้ถึงประกายดาบที่สะท้อนวาบขึ้นเมื่อมันเชือดเฉือนร่างเจ้าหมาป่าตัวนั้นแดดิ้นลง

 

“ตายแล้วหรือ ? มันตายแล้วหรือ ?” ชีชีแอบเหลือบมองจึงเห็นมันกระตุกอีกสองคราก่อนจะขาดใจตาย เห็นเช่นนี้จึงค่อยโล่งใจ

 

“รีบไป ! ไปเร็ว !” บุรุษผู้นั้นกระตุกแขนเธอออก อุ้งมือตุ๊กแกของชีชีจึงหลุดจากชายผู้นั้นโดยปริยาย

 

***จบตอน หนีอ๋องปะทะหมาป่า***

Novel
Novel
Novel