ตอนที่ 15 อ๋องสาม จะหล่อเหลาอะไรปานนี้

“เจ้าไม่ให้นายทหารผู้นั้นทายาให้ ย่อมหมายความว่าเจ้าอยากให้เปิ่นหวางดูแลเจ้าด้วยตนเอง เปิ่นหวาง หลิวจ่งเทียน เป็นคนรู้จักให้รางวัลผู้กระทำดี ลงโทษในความพลาดผิด เมื่อครานี้ข้าเป็นฝ่ายผิดต่อเจ้า เพียงช่วยเหลือเจ้าเช่นนี้ย่อมสมควร” กล่าวจบเขาก็คว้าผงยาจากมือพร้อมจับเธอไว้แน่น

 

“เจ้าเป็นบุคคลแรกที่เปิ่นหวางจะช่วยทาโอสถให้เลยทีเดียว !”

 

“ไม่ ! ท่านอ๋อง จะอย่างไรก็มิต้อง !” เธอพยายามผลักไสอีกฝ่าย เพียงคิดถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำ…ก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งอาย  นี่เธอจะต้องถูกบุรุษลวนลามเข้าแล้วจริง ๆ หรือ ?

 

เว่ยชีชีไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น แม้คนผู้นี้จะเป็นถึงท่านอ๋อง ทว่าก็แล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใครเธอก็จะซัดเสียให้หมอบ รวดเร็วพร้อมความคิดนั้นคือหมัดที่สวนเสยจมูกท่านอ๋องสุดหล่อ หากทว่าอีกฝ่ายก็ช่างว่องไว เขายกมือขึ้นรับหมัดเจ๋ง ๆ ของอีกฝ่ายได้โดยมิต้องออกแรง ทว่าชีชีผู้ออกหมัดจนสุดตัวกลับหยุดร่างตนไม่อยู่ ร่างน้อย ๆ จึงพุ่งตามหมัดเข้าใส่อ้อมแขนของท่านอ๋องสามไปโดยปริยาย

 

ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงร่างกายที่นุ่มนิ่มจนผิดแปลกมิต่างใดกับกำลังสวมกอดหญิงสาวในอ้อมอก  ครั้นเมื่อรู้สึกตัว เขาก็รีบผลักร่างเธอออกพลางโยนผงยาคืนกลับให้

 

“รีบรักษาอาการให้หายเป็นปกติ เพราะอีกไม่นานเราจะต้องออกเดินทางกันแล้ว !”

 

เว่ยชีชีรีบคว้าผงโอสถ สองมือยังกำหมัดตั้งท่าก๋าพร้อมรับมือท่านอ๋องหนุ่ม ครั้นเมื่อนึกทบทวนไปมาอยู่ครู่ใหญ่ หญิงสาวจึงวางหมัดทั้งสองลงก่อนจะแหกปากลั่น “ข้าอยากไปจากที่นี่ !”

 

“ที่นี่คือค่ายทหาร มิใช่สนามเด็กเล่น มิใช่สถานที่ให้เจ้าเที่ยวกล่าวไปเรื่อยเปื่อยเข้าออกได้ตามใจชอบ !”

 

“แต่ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อเป็นทหารนี่ !” เธอทำท่าไร้เดียงสาสุดชีวิต

 

หลิวจ่งเทียนเลี่ยงหลบสายตาพร้อมหันหลังกลับไปยังมุมหนังสือ

 

“เช่นนั้นเจ้าคงตัดสินใจจะไปเป็นเหยื่อพวกหมาป่าแล้วกระมัง ?”

 

เพียงประโยคเดียว ผู้รับฟังก็หมดปัญญาจะทัดทาน ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นจริง ดินแดนแห่งนี้มิใช่ที่ซึ่งเธอจะสามารถบัญชาการให้เป็นไปได้ได้ดังใจปรารถนา คิดจะออกไป ย่อมเท่ากับเอาชีวิตไปเสี่ยงเผชิญอันตรายรอบด้าน วิถีเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไรกัน เธอหวังแค่เพียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะป็นเพียงช่วงหยุดยาวลาพักร้อนก็เท่านั้น

 

เว่ยชีชีโรยยาลงบั้นท้ายด้วยอาการกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะล้มกายลงเหยียดยาวกับพื้น และเริ่มคิดใคร่ครวญ ต้องมีหนทางให้เธอเดินทางข้ามผ่านมิติเวลาอีกครา เพื่อกลับคืนสู่โลกที่แท้จริงของตน เพียงวิธีการนั้นคือสิ่งใด ? นึกทบทวนไปมาอยู่หลายตลบ กระทั่งที่สุดหญิงสาวก็เผลอหลับไป

 

เสียดายที่ฝันหวานอยู่กับเธอแค่เพียงไม่นาน เสียงดังสนั่นราวฟ้ารั่วก็ปลุกให้เธอรู้สึกตัวตื่น ครั้นเมื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ จึงเห็นหลิวจ่งเทียนกำลังยืนอยู่ที่กลางกระโจมพร้อมชุดออกศึกเต็มยศ ในมือของเขาเกาะกุมด้ามกระบี่ด้วยท่าทีองอาจน่าเกรงขาม กระทั่งเว่ยชีชียังเผลอเหม่อมองด้วยความตกตะลึงทึ่งงัน ท่านอ๋องสามหล่อเหลาถึงปานนี้เทียว

 

“นี่ท่าน จะไปไหน ?” เธอรีบเอ่ยถาม

 

“ลอบบุกค่ายซุยงหนู !”

 

“ต้องไปเองเลยหรือ ?” เธอเอ่ยถามด้วยความตื่นตกใจ

 

“ข้ามิได้มานั่งหาความสำราญ !” เขาเหลือบมองเธอทีหนึ่งก่อนจะก้าวฝ่าเท้ายาว ๆ ออกไปด้านนอก ชีชีรีบซอยเท้าติดตามไปจึงเพิ่งรู้ว่ายามนี้ทั่วทั้งค่ายดารดาษไปด้วยคบเพลิงที่ลุกโชน หลิวจ่งเทียนขึ้นขี่บนหลังม้า ประกายแสงบนคบไฟส่องกระทบร่าง เงาของเขาทอดยาวลงบนผืนแผ่นดินกว้าง ภาพที่เห็นยิ่งส่งให้ท่านอ๋องผู้งามสง่าแลดูสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง

 

“ท่านรองหลิวอยู่ที่นี่คอยระวังฐานที่ตั้งให้มั่น แม่ทัพหวางเข้าร่วมบุกค่ายเป็นกองหน้ากับเปิ่นหวาง ! จงระวัง รอบคอบให้มาก คุ้มกันค่ายไว้ ระวังการลอบโจมตีจากพวกซุยงหนูด้วย !”

 

“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง !” ท่านรองหลิวลุกขึ้นโค้งกายรับคำสั่งด้วยความเคารพ

 

หลิวจ่งเทียนตบเท้าทั้งสองสั่งอาชาให้พุ่งห้อออกไปอย่างไม่รอช้า กองทหารม้าอันยิ่งใหญ่เคลื่อนพลติดตามไปในทันที ทัพทหารจำนวนนับไม่ถ้วนเคลื่อนหายไปจากที่ตั้งค่ายต่อหน้าต่อตาหญิงสาว

 

ยามนี้เว่ยชีชีไม่เหลือแก่ใจจะนอนฝันอีกต่อไป ซุ่มโจมตีค่ายพวกซุยงหนูยามดึกสงัดนี่มันน่าสนุกมิน้อย คราหน้าเห็นทีคงต้องหาทางติดตามไปด้วยเสียแล้ว เพราะเท่าที่เห็น หลิวจ่งเทียนก็หาได้ใส่ใจอะไรเธอนัก เช่นนี้จะแอบลอบตามไปน่าจะมิใช่เรื่องยาก

 

เว่ยชีชีกลับมาที่กระโจมหลังไหญ่ เธอแหงนหน้าขึ้นมองดวงดารานับพันที่เกลื่อนกลาดบนท้องนภาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ดวงดาราที่เธอกำลังจับจ้องอยู่ในยามนี้ คือสิ่งที่ถูกโลกยุคสมัยใหม่ของเธอทำลายจนแทบไม่เหลือให้เชยชม ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับจักรวรรดิฮั่นอันรุ่งเรืองที่ผ่านยุคสมัยแห่งสงครามนองเลือดมาอย่างโชกโชน  ที่สุดก็ต้องถูกอาณาจักรอื่นกลืนกินจนเลือนหาย ประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีวันแปรเปลี่ยน หลิวจ่งเทียนผู้ช่ำชองกลศึก สามารถประหัตประหารอริราชศัตรูอย่างเหี้ยมหาญผู้นี้ก็เป็นได้แค่เพียงเศษฝุ่นเล็ก ๆ ในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น

 

“หากเจ้าไม่เที่ยวไปหาเรื่องป่วนอีกจะนับว่าดีเยี่ยมอย่างที่สุด !” แม้ท่านรองหลิวกำลังพาทหารเดินลาดตระเวนอยู่ก็ยังมิวายต้องมาพาดพิงถึงเธออีกจนได้

 

“ข้ามิใช่ผู้ร้ายเสียหน่อย ทั้งก็มิใช่สายลับอะไรด้วย ตอนนี้ข้าก็คืออารักขาส่วนพระองค์ของท่านอ๋องแล้ว !”

 

“อารักขาส่วนพระองค์ ? นั่นเพราะท่านอ๋องเวทนาเจ้าต่างหาก ตัวแห้งเป็นกระสอบยัดซี่โครงเยี่ยงนี้จะไปทำอันใดได้ ?”

 

“ว่าอะไรนะ ?” อาการของขึ้นเริ่มกำเริบในทันที

 

“ทำไม ? ก้นน่ะหายเจ็บแล้วรึ ? หาเรื่องเอะอะโวยวายได้แล้วนี่ พลังเหลือเฟือนักรึ ?”

 

ยังมิทันที่ชีชีจะระเบิดหมัด เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอีกฝ่าย รองผู้บัญชาการก็พาหน่วยทหารลาดตระเวนผละจากไปแล้ว ที่ว่าตัวแห้งเป็นกระสอบยัดซี่โครงมันคืออะไร ? แน่จริงก็มาประชันศิลปะการต่อสู้กันดูสักตั้งสิจะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร ! ระวังไว้เถิด จะถูกเธอถลกหนังลอกมาดูเล่นเสียเปล่า ๆ

 

เว่ยชีชีเดินไปฮึดฮัดไป จู่ ๆ เงาร่างสีดำวูบหนึ่งก็พรวดผ่านตาไปลาง ๆ คนชุดดำผู้หนึ่งวิ่งผ่านเธอไปอย่างรวดเร็ว

 

ชีชีฝืนทนความเจ็บระบมที่บั้นท้าย เธอรีบวิ่งตามไปติด ๆ ไอ้เจ้านั่นมันทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้ากระโจม พอกองทหารลาดตระเวนเดินผ่านมาทางด้านหน้า มันก็รีบหลบซ่อนตัวไปด้านหลัง

 

เพียงพริบตา ชีชีก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าบุรุษชุดดำผู้นั้นทั้งยังคว้าคอเสื้อชายผู้นั้นไม่ปล่อย “เฮ้ ! จะทำอันใด ?”

 

 

***จบตอน อ๋องสาม จะหล่อเหลาอะไรปานนี้***

 

 

Novel
Novel
Novel