ตอนที่ 30 บ้าแท้ ! อิสตรี !

“รองเว่ย ! เจ้าจงแจ้งความประสงค์แก่ท่านอ๋องเลยว่าเจ้าปรารถนาสิ่งใดเป็นของกำนัล ตำแหน่งราชการหรือโฉมงามเล่า ?”


ยามนี้ทั่วหน้าชีชีแดงก่ำด้วยพิษสุราที่ถูกกรอกใส่ปากมาเมื่อครู่ทำเอาแทบหายใจหายคอไม่ได้ กว่าจะพอสูดหายใจได้ก็กินเวลาไปกว่าค่อนวัน*
*กินเวลาค่อนวัน หมายถึงนานมาก


ยามนี้เว่ยชีชีกำลังทั้งไอทั้งจามไม่หยุด กระทั่งน้ำหูน้ำตาเล็ดด้วยแรงฤทธิ์สุรา จึงไม่อาจเอ่ยปากสิ่งใด ท่านรองหลิวจึงประกาศก้องเสียงดังฟังชัดขึ้นอีก


“รองเว่ยยังเยาว์วัยนัก ย่อมไม่ประสาในเรื่องอิสตรี เช่นนั้นย่อมสมควรแต่งตั้งตำแหน่งยศให้แก่รองเว่ย จริงไหมพวกเรา ?”


“จริง !” เหล่าทหารหาญทั้งหลายต่างส่งเสียงเชียร์ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

แม้เว่ยชีชีจะพูดไม่ออก หากแต่ยังได้ยินทุกสิ่งอย่างชัดเจน เรื่องชักจะไปกันใหญ่ ปล่อยไปเช่นนี้เห็นทีหัวจะได้หลุดจากบ่าเป็นแน่ หญิงสาวพยายามดึงแขนเสื้อรั้งรองผู้บัญชาการจอมจุ้นไว้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจไยดี


เดิมทีหลิวจ่งเทียนคิดจะตบรางวัลให้แก่เว่ยชีชี เพียงยังคิดไม่ตกว่าหนุ่มน้อยอัปลักษณ์จะปรารถนาสิ่งใด ครั้นรองผู้บัญชาการหลิวเอ่ยปากเสนอการตบรางวัลทัพออกมาเช่นนี้ หลิวจ่งเทียนจึงลุกขึ้นประกาศต่อหน้านายทหารทุกหมู่เหล่า


“ท่านรองเว่ย แม้จะยังเยาว์วัย จำต้องผ่านเวลา และประสบการณ์อีกมาก เช่นนั้นเปิ่นหวางขอแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งฟูกัวโย่วเจียงจวินเป็นการชั่วคราว !”
* ฟูกัวโย่วเจียงจวิน แปลว่า รักษาการแม่ทัพฝ่ายขวา

 


“เฮ้ ! ชีเจียงจวิน ชีเจียงจวิน…” ทุกคนต่างส่งเสียงแซ่ซ้องด้วยความยินดี ชีเจียงจวิน ฟังดูไม่เลวเลยทีแดียวมิใช่หรือ
*เจียงจวินแปลว่าแม่ทัพ ชี แปลว่า 7

 

“เจ้าพอใจหรือไม่ ?” หลิวจ่งเทียนย่อกายลงนั่งพลางหันไปเอ่ยถามรักษาการแม่ทัพมือใหม่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา


ฝ่ายเว่ยชีชีผู้ในลำคอยังคงร้อนผ่าวแสบสันจนน้ำตาร่วงเผาะเป็นสายทำได้เพียงมองอีกฝ่ายหน้าตาเหรอหรา ทำเอาท่านอ๋องหนุ่มกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ไม่ต้องตื่นเต้น บำเน็จรางวัลนี้ย่อมสมควรกับเจ้าแล้ว หากมิใช่เพราะเจ้ายังมีวัยแค่เพียง 17 ปี เปิ่นหวางจะยกเจ้าขึ้นรั้งตำแหน่งเจิ้งถ่งเจียงจวิน*อย่างแน่นอน”
*เจิ้งถ่งเจียงจวิน แปลว่า แม่ทัพใหญ่


ตื่นเต้น ? เธอตื่นเต้นเสียเมื่อไรกันเล่า มีแต่จะกลัวจนหัวหดล่ะไม่ว่า ยามนี้ในหัวของเธอคือภาพหลิวจ่งเทียนลากปลายกระบี่ตรงเข้ามาหา ก่อนจะเงื้อกระบี่ขึ้นสูงแล้ว…


แค่คิดก็แทบประสาทเสียแล้ว เรื่องชักจะเลยเถิดบานปลายไปกันใหญ่ ครานี้จะหาทางให้ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นสตรีเพศอย่างไรดีเล่า ? ชีชีรีบยกมือปัดป่ายหมายปฏิเสธ ทว่าสุราก็ช่างฤทธิ์แรงเสียจริง แค่เพียงลุกยืนร่างก็เซถลาคะมำหัวทิ่มพื้น เธอเมามายจนไม่รู้สึกตัว และหมดสติไปโดยยังมิทันได้กล่าวทัดทานแต่อย่างใด เช่นนั้นเธอจึงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นชีเจียงจวินแห่งทัพทหารฮั่น


หลิวจ่งเทียนพาเว่ยชีชีกลับไปยังกระโจมใหญ่ งานเลี้ยงแห่งชัยชนะทำให้หลิวจ่งเทียนอยู่ในอาการเมามายด้วยเช่นกัน ยามนี้ในหัวชายหนุ่มเริ่มสับสนอื้ออึง ยิ่งได้เห็นการร่ายรำน่าลุ่มหลงส่งผลให้จิตใจต้องรุ่มร้อนที่เว่ยชีชีเรียกว่าลำนำเพลงร็อคแอนด์โรลนั่นแล้ว เลือดหนุ่มในกายของเขาก็ยิ่งเดือดพล่าน เขาคว้าร่างหนุ่มน้อยอัปลักษณ์เข้ามาสวมกอดประคองร่างน้อยขึ้นเตียงอย่างไม่นึกลังเล ฝ่ามือกว้างเอื้อมสัมผัสท่อนแขนน้อย ๆ ที่ขาวเนียนอ่อนบางของอีกฝ่าย


ยิ่งได้แตะต้องสัมผัสผิวพรรณของเว่ยชีชี เขาก็ยิ่งไม่อาจควบคุมความรู้สึกจิตใจของตนได้ ความคิดล่วงเกินเริ่มคุกรุ่นภายในใจ ชายหนุ่มรีบสะบัดมืออีกฝ่ายออกด้วยความเกรี้ยวกราด เขากำหมัดทุบเตียงสุดกำลังคราหนึ่ง ก่อนจะหันหลีกจากไป


หลิวจ่งเทียนเดินหนีออกมานอกกระโจมทอดสายตามองบนท้องนภาที่พร่างพราวไปด้วยหมู่ดวงดารา เสียงทอดถอนใจดังออกมาอย่างมิรู้ตัว นี่เขา หลิวจ่งเทียน ปรารถนาสตรีมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?


ครั้นหวนนึกถึงหนิงอวิ๋นเอ่อร์ผู้ยังตั้งตารอวันอภิเษกสมรสกับเขา เมื่อเขาเสร็จศึกกลับคืนพระตำหนัก นางเป็นสตรีที่ทั้งงดงามทั้งอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ทุกครั้งที่ได้พบกัน เขาจะเห็นความอ่อนโยนในแววตาของนางเสมอ นางคืออิสตรี ส่วนผู้ที่นอนอยู่บนเตียงเขานั้นคือบุรุษ หรือนี่เขาหลิวจ่งเทียนเริ่มจะสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว ?


ทั้งยังมีพระสนมฮั่นอวี่พระสนมผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ นางผู้ซึ่งยังคอยพยายามจะโผเข้าหาอ้อมแขนของเขาอยู่ร่ำไป กระทั่งฝ่าบาทแทบจะบั่นศีรษะเขาขาดไปหลายครา เช่นนั้นความขัดแย้งระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดมังกรระหว่างเขากับฮ่องเต้ล้วนเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ทุกคน และนี่คือเหตุที่ทำให้เขาเลือกที่จะออกมารบทัพต้านศึกแทนที่จะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในพระตำหนัก


แม้นหากเว่ยชีชีเป็นอิสตรีจริง เมื่อนำมาเปรียบกับบรรดาสาวงามแห่งวังหลวงยังนับว่าห่างไกลกันยิ่งนัก เช่นนี้แล้ว ไยจิตใจของเขากลับยังคอยวิปลาสผิดแปลกถึงเพียงนี้ ? บุรุษเยี่ยงหลิวจ่งเทียนนั้น แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรค และความยากลำบากสักเพียงใด เขาไม่เคยหวั่น แล้วไยเขากลับสยบอยู่ในฝ่ามือน้อย ๆ ของเว่ยชีชี ? ทั้งคนผู้นี้กลับยังเป็นบุรุษอีกด้วย


หลิวจ่งเทียนรีบหุนหันกลับเข้ากระโจม เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้นจากด้านใน เว่ยชีชีผู้ไม่เคยดื่มสุราแรงเพียงนี้ยกร่างขึ้นอาเจียนเลอะเสื้อผ้าที่นอนไปทั่ว


หลิวจ่งเทียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นี่หากเขารู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่จะคออ่อนถึงเพียงนี้ เขาจะไม่ยอมให้หนุ่มน้อยข้างกายดื่มสุราแรงจอกนั้นเป็นแน่ ท่านอ๋องหนุ่มยกตัวเว่ยชีชีขึ้น อีกมือดึงผ้าปูที่นอนที่เปรอะเปื้อนเขวี้ยงลงพื้น


ยิ่งได้เห็นเสื้อผ้าเจ้าหนุ่มน้อยสกปรกไปด้วยเช่นกัน เขาก็ยิ่งกระฟัดกระเฟียดหนัก เจ้าตัวเล็กนี่ นี่จะต้องให้เขาผู้เป็นท่านอ๋องมาคอยดูแลใช่หรือไม่ ? มือข้างหนึ่งโอบร่างน้อยไว้ ขณะที่อีกข้างปลดเสื้อผ้าออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเขวี้ยงทิ้งด้วยความหัวเสีย ทว่าเมื่อเขาหันกลับมาหาผู้ที่อยู่ในวงแขนอีกครากลับต้องชะงักอึ้ง…


ผู้ที่อยู่ในวงแขนของเขาคืออิสตรี… ลำคอ ลาดไหล่เนียนละเอียดขาวกระจ่าง ผืนผ้าขาวห่อรัดรวบเนินอกอูมที่อวบอิ่ม เอวอ่อนบางระหงชวนหลงใหล ท่อนแขนถึงเรียวนิ้วกลมกลึงเรียบลื่นน่าพิสมัย หลิวจ่งเทียนรีบคว้าผ้าคลุมเตียงขึ้นมาปกปิดร่างกายให้อีกฝ่าย ก่อนจะหันหลีกหลบเดินเงอะงะกลับไปยังชั้นหนังสือด้วยเสียงหัวใจที่มิอาจสงบระงับลงได้ นางคืออิสตรีจริง ๆ…


บ้าแท้ นี่มันบ้าโดยแท้ เขาเพิ่งแต่งตั้งนางขึ้นเป็นชีเจียงจวิน หากทหารในค่ายหรือราชสำนักล่วงรู้ว่านางคืออิสตรี ย่อมเป็นการเชื้อเชิญหายนะมาสู่ตนอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นย่อมยากยิ่งนักที่จะหลีกเลี่ยงความตายไปได้ การส่งเสริมสตรีขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่แห่งกองทัพ ย่อมทำให้นางต้องกลายเป็นลูกแกะที่นอนรอความตายเท่านั้น


***จบตอน บ้าแท้ ! อิสตรี ! ***

Novel
Novel
Novel