ตอนที่ 35 หากเจ้าไม่ว่ากระไร เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษ

ท้องนภาโดยรอบเริ่มมืดมิดลงเรื่อย ๆ ชีชีนำกำลังทหารทั้งร้อยนายคืบคลานไปตามเนินทราย ค่ายซุยงหนูสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ อึกทึกไปด้วยเสียงผู้คน เว่ยชีชียกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว จำได้ว่าในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ชนชาวซุยงหนูเป็นพวกที่สามารถซุกซ่อนตัวในผืนทรายได้อย่างยอดเยี่ยม และนั่นเป็นเหตุให้พวกซุยงหนูสร้างความเสียหายให้ทัพฮั่นเป็นอย่างมาก

 

เท่าที่เห็นอยู่นี้ ค่ายใหญ่ซุยงหนูดูจะเตรียมพร้อมรับการโจมตีเป็นอย่างดี เช่นนั้นพวกมันย่อมต้องซุ่มกำลังซ่อนไว้ในที่ต่าง ๆ และหากเป็นเช่นนั้นจริง การเคลื่อนเข้าประชิดใกล้อาจทำให้พวกของเธอต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย

 

ชีชีประเมินระยะห่าง เพียงเท่านี้น่าจะพอ เธอออกคำสั่งให้ทุกคนหมอบพร้อมร้องตะโกน “โยน !”

 

ติดตามมาพร้อมเสียงนั้น เพลิงถูกจุด  ระเบิดนับจำนวนไม่ถ้วนกระจายเกลื่อนฟ้า มันถูกจุดขึ้นเพื่อจะแบกพาเสียงดัง ‘จี่ จี่’ ให้ลอยข้ามไปตกในค่ายพวกซุยงหนู ลูกระเบิดที่ถูกโยนพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเกิดเป็นภาพที่งดงามจับสายตา

 

เสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อมันตกกระทบพื้น เสียงร่ำร้องโอดครวญดังระงมอย่างต่อเนื่อง ค่ายซุยงหนูโกลาหลวุ่นวาย ทุกคนต่างแตกตื่นตกใจกับฝนดอกไม้เพลิงที่กระจายเกลื่อนเวหา ผู้ใดจะล่วงรู้เล่าว่า เบื้องหลังสายฝนอันงดงามนั้นคือระเบิดมฤตยูอันโหดร้าย

 

เว่ยชีชีหัวเราะลั่นเต็มเสียง “ชุดที่สองพร้อมลุย ! เพลิง !”

 

ระเบิดกลางหาวชุดที่สองถูกเขวี้ยงลอยออกไปหาค่ายซุยงหนูอย่างไม่รอช้า ชีชีรู้ได้ทันทีว่าเธอทำสำเร็จอีกครา หญิงสาวกระโดดตัวลอยปรบมือรัวด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างลืมตัว ใบหน้าแสนภาคภูมิใจถูกแสงที่สว่างวาบอันเกิดจากระเบิดส่องสะท้อนเผยแสดงตำแหน่งของเธออย่างชัดเจน ผืนทรายที่ปูดโป่งพุ่งตรงเข้าหาเธอในทันที

 

หลิวจ่งเทียนยืนจ้องท้องนภาอันกว้างไกลด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ทั่วท้องฟ้าเกลื่อนกลาดไปด้วยฝนดอกไม้เพลิง เว่ยชีชี สตรีผู้นี้ คือผู้ที่เขาไม่อาจหยุดยั้งได้อย่างแท้จริง ศึกปะทะซุยงหนูครานี้ บันดาลให้เขาจับตัวแม่ทัพหญิง สตรีวัย 17ปี ผู้สร้างปาฏิหาริย์ได้ราวกับมีมนตร์ขลัง

 

หลิวจ่งเทียนโบกสะบัดกระบี่ในมือ ทหารฮั่นอันเกรียงไกรบุกตะลุยเข้าไปทันทีราวคลื่นลูกยักษ์ที่ม้วนตัวถล่มฝ่าผืนทะเลทรายด้วยจิตใจฮึกเหิมบ้าคลั่ง

 

เว่ยชีชีรับรู้ได้ถึงเสียงสั่นสะเทือนภายใต้ผืนทรายเบื้องหน้า ไม่ดีแล้ว ! มันพุ่งตรงมาทางนี้ ! “ถอย ! ทุกคนขึ้นม้าเร็ว !” เธอไม่อยากให้พวกเขาต้องมาทิ้งชีวิตสูญเปล่า

 

ผู้ใดจะรู้เล่าว่าพวกมุดทรายซุยงหนูจะพุ่งเป้ามาที่เธอ แม่ทัพร่างเล็กผู้แลดูบอบบาง ขุนทัพผู้บัญชาการระดมระเบิดดอกไม้เพลิงถล่มค่ายของพวกเขา คลื่นฝุ่นทรายพุ่งตรงเข้าปะทะชีชีอย่างรุนแรง กระทั่งกระบี่ในมือของเธอปลิวหลุดจากมือ ประกายแสงสีทองส่องวาบขึ้นเบื้องหน้า ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแปลบขึ้นที่อกข้างขวา ตลอดทั่วทั้งร่างถลาถอยไปด้านหลัง

 

ครานี้ชีวิตของเธอคงสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง เพียงหวังจะมีโอกาสได้เห็นโพลงหลากสีพาร่างของเธอออกจากสนามรบแห่งนี้โดยเร็ว หากทว่าในความเป็นจริงโพลงมิติเวลากลับมิได้โอบล้อมเธอ ไม่มีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้นทั้งสิ้น หากแต่เธอกลับร่วงลงสู่อ้อมแขนของคนผู้หนึ่ง ที่เห็นก็คือใบหน้าหวาดกังวลของท่านอ๋องขี้เต๊ะผู้นั้น …ทุกอย่างมืดมิด …มิอาจรับรู้สิ่งใดได้อีก…

 

หลิวจ่งเทียนฟาดฟันคลื่นทหารที่ซุ่มพรางตัวภายใต้ผืนทรายของซุยงหนูที่กระหน่ำเข้ามานับจำนวนไม่ถ้วน ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาหมดสติไปแล้ว ค่ายซุยงหนูปั่นป่วน เสียงร้องระงมดังไปทั่ว ทัพฮั่นอันเกรียงไกรตรงเข้ายึดค่ายซุยงหนูได้อย่างรวดเร็ว ! ชัยชนะอยู่ในมือพวกเขาแล้ว

 

หลิวจ่งเทียนอุ้มชีชีก้าวฉับ ๆ ตรงเข้าไปในกระโจมซุยงหนูอย่างไม่รอช้า เขาวางร่างนางลงบนฟูก เมื่อเห็นช่วงอกของชีชีชุ่มโลหิตสีแดงฉาน กระทั่งซึมผ่านเนื้อผ้าออกมา ภายในใจของเขายิ่งปวดร้าว สำคัญเหนืออื่นใดในยามนี้คือเร่งห้ามเลือด หาไม่เว่ยชีชีคงต้องสิ้นใจ

 

การช่วยชีวิตเว่ยชีชี นับว่าต้องระมัดระวังยิ่ง แม้บุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดสัมผัสกาย ทว่าเขามิอาจยืนนิ่งดูดายปล่อยให้นางจากไปได้ ชายหนุ่มปลดเสื้อ ฉีกผืนผ้าด้านหน้าของนางออก หน้าอกขาวอวบอิ่มเผยตัวตนออกมาต่อหน้าเขาในทันที หลิวจ่งเทียนให้รู้สึกจุกแน่นอึดอัดคล้ายถูกบางสิ่งเข้าจู่โจม เขารีบข่มตาหลับสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมอารมณ์ของตนให้สงบนิ่ง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครา

 

“ชีชี มิใช่เปิ่นหวางเจตนาล่วงเกินเจ้า หากแต่เปิ่นหวางไม่มีทางเลือกใดจริง ๆ ! เจ้าจะต้องปลอดภัย !”

 

เมื่อเห็นแผลจากคมกระบี่อย่างชัดเจน ท่านอ๋องหนุ่มกลับต้องหน้าถอดสี หยาดเหงื่อเย็นไหลท่วมไม่หยุดยั้ง ดาบอาบยาพิษ รอบแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวจาง ๆ พวกซุยงหนูหมายให้นางสิ้นใจอย่างแท้จริง

 

ชั่วขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้ากลุ่มคนดังขึ้นจากด้านหลัง หลิวจ่งเทียนรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของชีชีไว้ ก่อนจะหันกลับมาเห็นแม่ทัพชือผู้ปรากฏตัวด้วยท่าทีร้อนใจ

 

“ท่านอ๋อง เกิดอันใดขึ้นกับชีเจียงจวินพ่ะย่ะค่ะ ?”

 

“เขาได้รับพิษ”

 

“นี่…ควรจะทำเช่นไรดี ? แม้กระหม่อมจะตามหมอทหาร ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันกว่าจะมาถึง ! ชีเจียงจวินจะอันตรายถึงชีวิตหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?” ท่านแม่ทัพกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้ครานี้จะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ทว่าหากต้องสูญเสียเว่ยชีชีไปย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงเช่นกัน

 

“เปิ่นหวางจะไม่ยอมให้เขาตาย !” น้ำเสียงของหลิวจ่งเทียนเย็นชา สายตาของเขาเคลื่อนไปตามร่างที่ไร้สติของชีชี ไม่ว่าจะอย่างไรเขาจะต้องช่วยเว่ยชีชีไว้ให้จงได้

 

“ขอกระหม่อมดูอาการบาดเจ็บของชีเจียงจวินหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ !” เขาลุกเข้ามาหา ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายยับยั้งไว้ด้วยท่าทีหงุดหงิด

 

“เปิ่นหวางตรวจดูแล้ว ท่านแม่ทัพ ออกไปตรวจตราดูการตั้งค่ายด้านนอกเถิด เราเพิ่งยึดค่ายได้ ย่อมมีสิ่งต้องจัดการอีกมาก เปิ่นหวางจะวางใจหากท่านแม่ทัพเป็นผู้ตรวจตราด้วยตนเอง หากไม่มีเรื่องใด อย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวนชีเจียงจวินเป็นอันขาด”

 

แม่ทัพชือตระหนักดีว่าแม้นเขาจะได้เห็นอาการบาดเจ็บก็คงมิอาจช่วยเหลือกระทำการใดได้ เช่นนั้นเขาจึงน้อมรับคำสั่ง และล่าถอยออกมานอกกระโจม

 

หลิวจ่งเทียนสลัดผ้าห่มออก เขาโน้มศีรษะก้มสำรวจดูบาดแผลนั้นอย่างละเอียด จำต้องดูดโลหิตพิษออกจากปากแผล หากพิษกระจายออกไป อาจหมดหวังจะช่วยเหลือ

 

“เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษให้เจ้า หากเจ้าไม่เอ่ยทัดทาน เปิ่นหวางจะถือว่าเจ้าไม่รังเกียจ…”

 

***จบตอน หากเจ้าไม่ว่ากระไร เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษ***

Novel
Novel
Novel