ตอนที่ 9 แส่หาเรื่องนักใช่ไหม เดี๋ยวแม่เสยให้หมอบ !

ชีชีรู้สึกได้ถึงความตัวเบาเมื่อยามนี้ฝ่าเท้าของเธอกำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ ทั้งตัวถูกยกเบาแทบจะปลิวด้วยฝีมือของหลิวจ่งเทียน ท่านอ๋องหนุ่มก้าวฉับ ๆ ไปอีกด้านก่อนจะทิ้งร่างน้อย ๆ ในมือลง เห็นทีเปิ่นหวางคงต้องให้ท่านรองหลิวอบรมเจ้าเสียกระมัง !”

 

เพียงเอ่ยพาดพิงถึงรองผู้บัญชาการหลิว หญิงสาวก็รีบละล่ำละลักเปลี่ยนท่าที “ไม่ต้อง ๆ ! ท่านอ๋องสาม ตรงนี้ก็ท่าจะนอนสบายเช่นกัน เชิญท่านพักผ่อนเถิด”

 

“หากเจ้ากล้าประพฤติตนเช่นนั้นอีก เปิ่นหวางจะกุดหัวให้ด้วนเสีย !” เขาจ้องหนุ่มน้อยเบื้องหน้าด้วยสายตาแสนเย็นชา ก่อนจะเดินกลับไปยังส่วนที่นอนของตน

 

นอนบนพื้นช่างแสนลำเค็ญ เว่ยชีชีแสนขุ่นข้องคับใจ และอาจเพราะเธอเหน็ดเหนื่อยจนหมดสภาพกับเรื่องไร้สาระทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงทำให้ชีชีต้องพลิกตัวไปมานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะผลอยหลับลงได้ ครั้นดวงอาทิตย์สาดแสง หลิวจ่งเทียนก็ออกไปจากกระโจมแล้ว

 

เว่ยชีชีเดินออกมายืดเส้นยืดสายหมุนไหล่บิดเอวเหยียดแขนบิดไปมาอยู่ด้านนอก เมื่อได้เห็นค่ายทหารฮั่นผู้เกรียงไกรเบื้องหน้า หญิงสาวอดมิได้ที่จะนึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา สงครามสมัยใหม่ใช้ปืนผาหน้าไม้จุดระเบิดใส่กันแล้ว หากทว่าในยุคนี้ยังคงใช้วิธีการแบบโบราณ นี่หากทหารเหล่านี้ได้ปืนกับปืนใหญ่เข้ามาช่วย การทำศึกคงง่ายดายขึ้นอีกมาก

 

ชีชีเดินรอบค่าย ฉับพลันกลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างหน้า นิสัยชอบเสนอหน้าจุ้นเรื่องสนุก เฮกับเขาไปทั่วนี่มันเธออยู่แล้ว เช่นนั้นชีชีจึงรีบดิ่งตรงเข้าไปหากลุ่มทหารเบื้องหน้าจึงเห็นหลุมลึกกว้างขนาดใหญ่ ทหารหกถึงเจ็ดนายกำลังถองศอกโบ้ยกันไปมา นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าคนพวกนั้นกำลังทำสิ่งใดอยู่

 

เพียงขยับเข้าไปดูให้ถนัดตาอีกนิด นายทหารผู้หนึ่งก็ขยิบตาให้อีกคนก่อนทุกสายตาจะมาหยุดอยู่ที่เว่ยชีชี

 

“ไอ้อัปลักษณ์มาแล้ว !”

 

เว่ยชีชีพอรู้ตัวว่ากำลังจะถูกคนพวกนี้หาเรื่อง หญิงสาวจึงหันหลังหนี  และแน่นอนว่าพวกทหารกลุ่มนี้ย่อมไม่ยอมปล่อยตัวเธอไปง่าย ๆ เช่นนี้แน่ พวกเขาคว้าแขนดึงขาเธอลากมาที่ปากหลุม

 

“ลงไปเก็บอาวุธขึ้นมา !”

 

เมื่อชีชีชะโงกดูในหลุมจึงเห็นหอกจำนวนมากจมเละเขละอยู่ในกองขี้โคลน หญิงสาวเบ้หน้าร้องถาม “นี่มันอาวุธของพวกเจ้ามิใช่หรือ ไยพวกเจ้าไม่ลงมาเก็บเองเล่า ?”

 

“โอ๊ยโหยว ! ไอ้อัปลักษณ์เจ้ากล้าถามสวนกลับมางั้นรึ ! พวกเราบอกให้เจ้าลงไปเก็บ ก็เก็บขึ้นมาสิ !” ทหารผู้หนึ่งเล็งก้นงอนงามของเธอก่อนจะยกเท้าถีบชีชีหน้าคะมำลงหลุมโคลนไปชนิดไม่ทันตั้งตัว

 

หากจะเทียบกับเหตุการณ์ที่ถูกม้าถีบกระเด็นลงกองขี้โคลนคราวก่อนกับครั้งนี้ นับว่าในครานี้ย่ำแย่กว่าครั้งก่อนมากนัก ตลอดทั้งตัวของชีชีเละเทะไปด้วยโคลนเลน กลิ่นเหม็นคลุ้งแสนร้ายกาจแผ่กระจายออกมาจากใจกลางหลุม เว่ยชีชีหยัดกายลุกขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างที่สุด

 

“ไปตายซะ ไอ้พวกสุนัข ! อยากได้อาวุธพวกนี้นัก…ใช่ไหม ?”

 

เธอโกยหอกขึ้นมาหลายเล่ม ทว่าแทนที่จะโยนส่งขึ้นมาให้ด้านบน หญิงสาวกลับโยนทิ้งเข้าไปใจกลางหลุมโคลน เพียงพริบตา อาวุธเหล่านั้นก็ไหลลงฝังตัวอยู่ใต้ขี้โคลนเหนียวที่เหนียวข้น

 

ชีชียกมือปาดโคลนเละ ๆ บนใบหน้าออก ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาปีนกลับขึ้นปากหลุมด้วยท่าทางน่ากลัว

 

“ไอ้ตัวแสบ กล้าดีอย่างไรมาทำกับหอกของข้าเช่นนั้น ! พี่น้องทั้งหลาย ลงมือสั่งสอนมันเลย !”

 

กลุ่มทหารพวกนั้นตรงเข้ามารุมชีชี หากแต่หญิงสาวสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย และด้วยวิชาหมัดมวยอันแสนร้ายกาจ ซ้ายต่อย ขวาเตะ เพียงพริบตาไอ้พวกที่รุมเข้ามาทั้งหมดก็ลงไปนอนพังพาบอยู่กับพื้นเสียแล้ว

 

ฝ่าเท้าหญิงสาวข้างหนึ่งยกเหยียบประทับอยู่บนบั้นท้ายทหารผู้หนึ่ง ปากประกาศเสียงกร้าวดัง “เป็นไง ยังจะกล้าหืออือกับข้าอีกไหม ?”

 

“ไม่กล้าแล้ว…ไม่แล้วจ้า…”

 

“แต่นี้ไป ระวังตัวไว้ให้ดี ข้านี่ล่ะ เว่ยชีชี ! จำใส่กระโหลกเอาไว้ !”

 

“จำจ้า จำแล้ว ๆ …” นายทหารแต่ละคนยกมือขึ้นกุมหัวทั้งที่ยังนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น ด้วยเกรงหมัดอีกฝ่ายจะพุ่งสวนออกมาทักทายกันอีก เห็นตัวเล็ก ๆ ผอมแห้งอ่อนแอเช่นนี้กลับประมาทมิได้ หมัดไอ้เจ้าหนูนี่มันร้ายไม่เบาจริง ๆ

 

ทันใดนั้น นายทหารคนหนึ่งก็รีบกระเสือกกระสนตะเกียกตะกายหนีออกจากเขตฐานอำนาจของไอ้หนุ่มอัปลักษณ์

 

กล้าคิดหนีงั้นรึ ! ชีชีขยับยกฝ่าเท้าวิ่งปรี่ตามหลังไปติด ๆ และด้วยเคล็ดวิชามวยจีนอันลือลั่นหญิงสาวคว้าแขนชายผู้นั้นพลิกทุ่มหลังสู้ฟ้าในทันที

 

ขณะกำลังจะทุ่มมันผู้นั้นให้หงายหลังผึ่ง จู่ ๆ เธอกลับถูกคนผู้หนึ่งคว้าคอเสื้อที่ด้านหลังบิดแขนไพล่พาดหลัง กระทั่งต้องทรุดลงไปนั่งคุกเข่า

 

“ใคร ? ไอ้หน้าไหนกล้าซ่าส์ลอบโจมตีข้า ?”  ปากของเธอยังส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่เลิก ครั้นเมื่อหันกลับมาจึงประสานเข้ากับใบหน้าเย็นชาประดุจแท่งน้ำแข็งของหลิวจ่งเทียน  บ้าชะมัด ! นี่เขาโผล่มาตั้งแต่เมื่อไรกัน ? ชีชีพยายามดิ้นให้หลุดจากฝ่ามือนั้น หากทว่ากลับไร้ผล เห็นทีครานี้คงต้องยอมจำนนเสียกระมัง

 

นายทหารผู้นั้นหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังท่านอ๋องสามด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา เขาชี้เว่ยชีชีพลางร้องลั่น “ท่านอ๋อง มันนี่ล่ะที่ทำร้ายพวกเรากระทั่งอยู่ในสภาพนี้พ่ะย่ะค่ะ ! ท่านอ๋องโปรดทอดพระเนตร บาดแผลของพวกเราหาใช่แผลเล็กน้อยไม่ !”

 

***จบตอน แส่หาเรื่องนักใช่ไหม เดี๋ยวแม่เสยให้หมอบ !***

Novel
Novel
Novel